ฉับพลันนั้นเองความว่างเปล่าก็เข้ามาล้อมรอบแต่ในอีกเพียงเสี้ยววินาทีคลื่นยักษ์ของความสับสนและหวั่นผวากลับโถมทับเข้ามาแทนที่จนผมอึดอัดแทบจะหายใจไม่ออก แต่มันก็เป็นเพียงความรู้สึกที่พอจะเทียบเคียงได้เท่านั้น ความรู้สึกที่พยายามจะบรรยายออกมาเป็นภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจทั้งๆที่ในเวลาเช่นนั้นผมไม่มีตัวตน ไม่มีร่าง...และไม่มีลมหายใจเสียด้วยซ้ำ
จิตวิญญาณไร้รูปร่าง เป็นเพียงกระแสของพลังงานเคลื่อนที่ไปตามความประสงค์
เพียงเสี้ยววินาทีที่ผมเคว้งคว้างกลางหมู่ดาวซึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาหาผมและอีกเพียงชั่วกะพริบตากลับมีหน้าต่างแสงสีเหลี่ยมเล็กๆนับล้านพุ่งผ่านไปจนดูราวกับเป็นสายน้ำของแสงสว่างจัดจ้าแทนที่ดวงดาวดารดาษ ชิ้นส่วนเล็กๆคล้ายสะเก็ดของอะไรบางอย่างหลุดร่วงออกมาจากหน้าต่างแสงขาวโพลนและสลายตัวเป็นธุลีเพียงแค่กระทบกับสิ่งแวดล้อมเบื้องนอก
ผมรู้ดีว่ามันเป็นอะไร... มันคือเศษเสี้ยวของความทรงจำในหน้าต่างแห่งความรู้อันเป็นอนันต์ที่หลุดร่วงพุ่งผ่านตัวผมไป ผมพยายามจะเอื้อมสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นมือเข้าไปหาสิ่งเหล่านั้นทว่าการเคลื่อนไหวของผมมันดูช้าเสียเหลือเกินเมื่อเทียบเคียงกับอัตราการสลายตัวของสิ่งนั้น
ผมรู้... หากเพียงแตะมือลงบนบานหน้าต่างนับล้านนั้นได้เพียงบานเดียว ความรู้และปริศนาต่างๆจะระเบิดท่วมทะลักท้นกระแสกาลเวลา ผมยืดมือเข้าไปจนเกือบจะถึงกรอบแสงขาวพร่าง
อีกเพียงนิดเดียว.....
เส้นแสงสีขาวสว่างเรืองขึ้นฉับพลัน หน้าต่างขยับเลื่อนแง้มออกช้าเชื่อง...
ความปวดร้าวเสียดแทงลึกราวกับอวัยวะภายในถูกบิดด้วยมือที่มองไม่เห็นฉีกเอาวิญญาณให้ขาดวิ่นเป็นริ้วพุ่งทะลุผ่านมาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของจักรวาลที่ผมไม่อาจรู้ มันจู่โจมจิตวิญญาณของผม ทำให้หน้าต่างแสงตรงหน้าผมพุ่งหายลับไปแทนที่ด้วยหน้าต่างแสงใหม่ซึ่งเคลื่อนที่ผ่านต่อเนื่องกันไปด้วยความเร็วสูง แสงสีแดงคล้ำเหมือนเลือดระเบิดเป็นจุดแต้มตรงหน้าพร่าพราย
ช่องแสงสี่เหลี่ยมเล็กๆที่เคยขาวโพลนจัดจ้ากลับกลายเป็นหน้าต่างแสงสีแดงช้ำ สายธารสว่างเรืองรองเปล่งประกายสีเลือด
เลือด.... เลือดอุ่นๆหยาดย้อย...
และเมื่อผมรู้สึกตัวอีกครั้งผมก็ได้กลิ่นคาวของเลือด หยดของเหลวขุ่นข้นสีคล้ำจนเกือบดำบนหลังมือที่ผมพึ่งจะลดลงมาจากใบหน้าตนเองเป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าความพยายามได้ล้มเหลวลงอีกครั้ง
แต่ผมจะไม่ล้มเลิก.... ผมสาบาน......
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
มือของใครคนหนึ่งวางลงบนไหล่ทำให้ร่างของหนุ่มใหญ่สะดุ้งสุดตัว และเมื่อเขาลืมตาขึ้นมากก็พบกับใบหน้าเครียดเคร่งของฌอน บีน บาร์เทนเดอร์หนุ่มใหญ่เพื่อนเพียงคนเดียวของเขาในเวลาแบบนี้
วิกโกชันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ผ้าปูที่นอนกองรอบตัวยับย่นเป็นริ้วคล้ายเกลียวคลื่น หนุ่มใหญ่ยกหลังมือขึ้นเช็ดเลือดที่เปรอะอยู่บริเวณจมูกอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่ทันซ่อนใบหน้าไม่ให้เพื่อนเห็นคราบเลือดที่พึ่งจะไหลจากจมูก คิ้วของฌอนขมวดเข้าหากันมากขึ้นเมื่อใบหน้าของวิกโกปรากฏให้เห็นในแสงนีออนราคาถูก
อีกแล้ว วิกโก นายต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ
เสียงของฌอนจริงจังแต่เขาก็ยังไม่ใส่ใจอยู่ดี วิกโกยังรู้สึกถึงหยาดของเหลวอุ่นๆที่ไหลจากภายในช่องจมูกลงไปสู่ลำคอด้านหลัง เขากลืนมันลงไปโดยที่รสหวานปร่าคุ้นเคยของมันติดอยู่บนลิ้น ครั้งนี้เขาเข้าใกล้สิ่งที่เขาค้นหามากกว่าทุกครั้งแต่ก็ดูเหมือนกับว่าเขาต้องแลกมันมาด้วยเลือดเนื้อที่มากขึ้นกว่าทุกคราว
แต่มันก็คุ้มสำหรับเขา และมันก็ไม่เคยคุ้มเลยสำหรับผู้ที่ไม่เคยสัมผัส ยิ่งเป็นเรื่องบ้าเกินรับได้สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจ
สายตาตำหนิของฌอนไม่ได้ทำให้เขารู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย และเมื่อมือของเพื่อนหยิบห่อพลาสติกและซองยาที่หล่นอยู่ข้างเตียงขึ้นมาดูแล้วโยนมันลงตรงหน้าเขาเป็นเชิงถามไถ่และกล่าวหา วิกโกก็ทำแค่เพียงหยิบมันขึ้นมาเท่านั้น
จะอย่างไรมันก็แค่หลอดยาเปล่าๆ... เขาใช้มันหมดไปแล้ว
จะเป็นแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ นายจะหาเงินมาแล้วใช้มันให้หมดไปกับเรื่องทำลายสุขภาพแบบนี้อีกนานไหม
ดวงตาสีมรกตของฌอนจัดจ้าทว่าหนุ่มใหญ่กลับหลบเลี่ยงสายตาของเพื่อนรัก วิกโกไม่คาดว่าฌอนจะเข้าใจความรู้สึกรุนแรงเช่นนี้ได้ เขาไม่คาดว่าใครจะเข้าใจเรื่องที่ทำลงไปเพราะในสายตาคนรอบข้างมันเป็นแค่ความหลงใหลที่ไม่อาจอธิบายได้ แต่ลึกๆเขารู้ว่ามันเกี่ยวข้องกัน เขาเชื่อว่าโลกนี้มีปริศนาบางอย่างซุกซ่อนอยู่และถ้าหากเขาสามารถไขปริศนาที่ถูกปิดตายไว้ได้เขาก็จะสามารถเข้าใจความเป็นไปของโลก มีเรื่องบางอย่างรอคอยเขาอยู่เบื้องหลังหน้าต่างแสงเจิดจ้าพวกนั้น
ฉันต้องไปทำงาน
วิกโกไม่ตอบคำถามแต่กลับเหวี่ยงขาทั้งคู่ลงมาที่ข้างเตียงเพื่อจะลุกขึ้นแต่เสียงของฌอนดังแทรกขึ้นเสียก่อน
ไม่ต้องแล้ว เขาไล่นายออกเรียบร้อย
ปึกเงินบางๆถูกโยนจากมือของฌอนลงบนเตียงข้างตัว วิกโกเอื้อมมือออกไปหยิบปึกธนบัตรนั้นขึ้นมา มันไม่มากนักแต่ก็คงจะพอสำหรับค่าห้องและอื่นๆได้ หนุ่มใหญ่ไหวไหล่น้อยๆ เขาสามารถหางานใหม่ได้ไม่ยากเย็นนักในเมืองใหญ่ๆเช่นนี้หรือไม่ก็ส่งบทความสักกระผีกหนึ่งของเรื่องที่เขาทุ่มเทศึกษาค้นคว้ามาตลอดไปยังที่ๆเขาเคยติดต่อเป็นประจำเมื่อครั้งยังใช้ชีวิตเป็นปกติก็น่าจะทำเงินให้เขาได้ไม่ยากเย็นเพียงแต่เขาไม่ต้องการป่าวร้องให้ใครได้รับรู้ก่อนเท่านั้น
เขาต้องการเป็นคนแรกและยิ่งไม่ต้องการให้ใครพบตัวในตอนนี้
แล้วนายจะทำไงต่อ
สายตาของฌอนที่วิกโกเห็นทอแววกังวล ชั่วระยะเวลาสามสี่ปีที่เขารู้จักกับบาร์เทนเดอร์หนุ่มใหญ่คนนี้ไม่ถือว่ายาวนานนักแต่ความจริงใจของเพื่อนที่ฌอนมีให้เขามากมายเป็นสิ่งที่ทำให้เขาซาบซึ้งใจอยู่เสมอมาทั้งๆที่ฌอนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำไปว่าหัวนอนปลายเท้าของเขาเป็นเช่นไร แต่เมื่อวิกโกตัดสินใจเล่าบางส่วนของเรื่องราวในชีวิตให้ฌอนฟัง บาร์เทนเดอร์หนุ่มใหญ่ก็ทำหน้าเหมือนผีหลอกกลางวัน
มันแทบจะไม่น่าเชื่อที่จะมีใครสักคนหลงใหลอะไรได้มากมายเพียงนี้ มันไร้เหตุผลที่ใครสักคนจะตั้งหน้าตั้งตาหาความจริงจากเอกสารเก่าแก่ที่เรียกได้ว่าเกือบจะกลายเป็นเพียงตำนาน และยิ่งฟังไม่ขึ้นถ้าหากการค้นหาเรื่องราวที่สูญหายไปเหล่านั้นทำให้ชีวิตของคนๆหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นชีวิตของเขา
แต่วิกโกเชื่อว่ามันสำคัญ สำคัญกว่าชีวิตของตัวเองด้วยซ้ำไป
เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อน
ก็หางานใหม่.. ไม่ยากไม่ใช่เหรอ
เลิกเสียทีไม่ดีกว่าหรือวิกโก ฌอนลางเก้าอี้โปเกที่ขาหนึ่งบิดเบี้ยวมานั่งประจันหน้ากับเพื่อน มันนานไปแล้วไหม
มันเกือบแล้ว ฉันเอื้อมมือไปเกือบจะถึงแล้ว
วิกโกได้ยินเสียงแหบพร่าของตนเอง เสียงนั้นระคายหูแห้งผากด้วยฤทธิ์ของยา เพียงขอเวลาอีกเสี้ยววินาทีก่อนที่ร่างกายของจะทนไม่ไหว เพียงแค่หน้าต่างแสงเจิดจ้านั้นเปิดอ้าออก เพียงเท่านั้นปริศนาที่เขาอยากรู้ก็จะถูกไข
ด้วยไอ้นี่เนี่ยนะ ไอ้พวกที่ทำลายประสาทแบบนี้เนี่ยนะ
ฌอนชี้ไปที่หลอดยาเปล่าๆ หลอดยาที่ปราศจากสิ่งบอกว่ามันประกอบด้วยอะไร ผลิตมาจากที่ไหนเพราะมันเป็นสิ่งที่แอบซื้อหากันในเงามืด เป็นสิ่งที่ทำให้คนประสาทแข็งต้องหลับตาลงและล่องลอยไปในโลกที่ไม่มีจริงถ้าหากเขากล้าที่จะใช้มัน
มีแต่พวกที่สิ้นไร้ทางออกเท่านั้นที่ใช้มันเพื่อหลบเลี่ยงจากความเป็นจริงที่สำหรับพวกเขาเหล่านั้นแล้วมันโหดร้ายยิ่งกว่า
แล้วก็ดูสารรูปตัวเองเสียบ้าง ร่างกายนายจะทนกับไอ้สิ่งพวกนี้ได้อีกแค่ไหนกัน ตอนนี้ก็แทบจะไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้วอย่าไปพูดถึงหางานเลยแค่เขามองหน้าก็ไล่ออกมาแทบไม่ทันมากกว่า
มือแข็งแรงกระด้างของฌอนกระชากเอาตัวของเขาขึ้นมาจากเตียงลากไปยืนที่หน้ากระจกเก่าๆกระด่างกระดำ ไฟสีขาวแกมเหลืองจากหลอดไฟเหนือศรีษะสาดลำแสงให้ภาพสะท้อนเบื้องหน้าคล้ายภาพหลอนมากกว่าจะเป็นภาพจริง วิกโกจ้องสิ่งที่สะท้อนกลับมาจากเงาปรอทเหมือนกับมองคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อน
ดวงตาแดงก่ำในหน่วยตาลึก แก้มตอบรกครึ้มด้วยเคราสีน้ำตาลชี้แข็ง สายตาเหนื่อยอ่อนที่มองตอบกลับมาดูราวกับไม่ใช่ตนเอง ภาพของฌอนในเสื้อผ้าเรียบร้อยหนวดเคราถูกโกนอย่างประณีตที่ยืนอยู่เบื้องหลังยิ่งเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างของคนทั้งสองราวกับว่ามีชีวิตอยู่ในคนละส่วนของโลก
และวิกโกก็เบือนสายตาหลบจากภาพนั้นเสีย หนุ่มใหญ่เบี่ยงกายออกมาจากอุ้งมือแข็งแรงของเพื่อนรักแล้วเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งที่เดิม
ฉันรู้ว่าฉันมาถูกทาง มันเป็นทางที่ฉันเข้าใกล้มันได้มากที่สุดแล้วในตอนนี้
ใกล้จะตายล่ะซิไม่ว่า ฌอนส่ายหน้าและตั้งคำถามต่อไป ฉันถามจริงๆเถอะนายจะอยากรู้นักหนาไปทำไมหือกับไอ้นิทานก่อนนอนของเด็กๆเรื่องพรายเรื่องมนุษย์เรื่องพระเจ้าสร้างโลกอะไรนั่นน่ะ ถ้าถึงกาลวิบัติอวสานวันสิ้นโลกจริงอย่างที่นิทานเขาว่าหรืออย่างที่นายว่าเราทุกคนก็ต้องตายหมดอยู่ดีแล้วมันจะเป็นไรไปล่ะ โลกเรามันก็เป็นแบบนี้แหละ
คงอีกไม่นานนักหรอก
หนุ่มใหญ่ตอบเบาๆ เขาบอกไม่ได้เช่นกันว่าอะไรที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนั้นและนั่นก็เป็นแรงกระตุ้นให้วิกโกพยายามหาคำตอบอยู่ในตอนนี้แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้คือเพื่อนไม่ได้เชื่อถือเขาเลยสักนิด ฌอนทำท่าเหมือนกับเขากำลังทำอะไรที่เลื่อนลอยไร้สาระ เหมือนพวกว่างงานที่ไม่มีอะไรจะทำแล้วคิดทฤษฏีแปลกๆขึ้นมาแก้เบื่อ
แต่เรื่องราวพวกนี้ไม่ใช่เป็นแค่นิทานก่อนนอน มันพอจะมีเค้าความจริงให้สืบสาวเพียงแต่ว่าหลักฐานนั้นยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนให้ผู้อื่นเชื่อได้ว่าครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วยังมีชนเผ่าอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่ร่วมกันบนโลกและชนเผ่านั้นได้เดินทางจากโลกนี้ไปในวันหนึ่งโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ ครั้งหนึ่งนั้นเทพเจ้าอยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากกว่าเวลาปัจจุบัน และครั้งหนึ่งนั้นบรรพบุรุษของมนุษย์กับชนเผ่าดังกล่าวเคยผ่านสงครามต่อต้านความชั่วร้ายจากน้ำมือของผู้ที่เคยเป็นเทพมาก่อน เมื่อวันผ่านไปมันก็กลายเป็นเรื่องเล่าที่หาคนรู้รายละเอียดได้น้อยลงทุกทีและยิ่งนานเข้าคนที่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งน้อย เรื่องราวหลากหลายสูญหายไปตามกาลเวลาแต่มีบางอย่างที่วิกโกสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งกำลังย้อนรอยเดิม ความหายนะแบบเดิมกำลังคืบคลานช้าๆมาสู่โลก
เพราะโลกตอนนี้มีแต่เรื่องเลวร้าย เรื่องฆ่ากันตายมีไม่เว้นแต่ละวันในแต่ละเมือง มีเรื่องทรยศหักหลังกันระหว่างประเทศ มีสงครามทั้งแบบเปิดเผยและแบบซ่อนเร้นเกิดทุกหัวระแหง มีประเทศเกิดใหม่แทบจะทุกเดือนแต่เพียงไม่นานดินแดนเหล่านั้นก็ถูกกลืนไม่ว่าจะด้วยกำลังทหารหรือการทำลายล้างให้หายไปด้วยอาวุธร้ายแรงต่างๆ มหาอำนาจเปลี่ยนขั้วจากประเทศที่เคยยิ่งใหญ่กลับกลายเป็นหนี้สินท่วมท้น ประเทศเล็กๆที่พบแหล่งพลังงานมหาศาลกลับร่ำรวยแต่จากการก้าวกระโดดนี้กลับมีผลให้การดิ่งลงนรกเกิดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ท่ามกลางความสับสนก่อให้เกิดกลุ่มลัทธิความเชื่อบางอย่างแผ่กระจายขยายตัวอย่างรวดเร็วในชั่วระยะเวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาแผ่ลุกลามไปทั่วโลกโดยไม่เลือกเสียด้วยว่าจะเป็นใครมาก่อน เพราะคนบนโลกนี้ต่างขาดสิ่งยึดเหนี่ยวด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งคล้ายกันกับเรื่องราวที่เล่าผ่านๆมาในตำนานเก่าๆเรื่องการล่มสลายของมนุษย์ยิ่งนัก
แผ่นดินกำลังลุกเป็นไฟและเขาเชื่อแน่ว่ามันต้องมีคนจุดไฟนั่นขึ้นมา อาจจะเป็นใครสักคนบนโลก อาจจะมีใครสักคนหรืออะไรสักอย่างอยู่เบื้องหลัง วิกโกเชื่อว่าคำตอบของปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ปัจจุบัน ขอเพียงแค่หน้าต่างแห่งอดีตกาลเหล่านั้นเผยตัวให้เขาได้มองผ่านเข้าไปคำตอบทั้งหมดก็คงจะคลี่คลายลงต่อหน้า
เสียงของฌอนบอกถึงความอ่อนใจ
ฉันว่าจะเลิกยุ่งกับนายเสียทีแต่มันก็อดไม่ได้ คลับนี้เขาต้องการคนทำงานสักสองสามวันเพราะคนเดิมเขาป่วย ฉันว่านายไปลองดูหน่อยเป็นไร อย่างน้อยก็ดีกว่าว่างอยู่เฉยๆ
วิกโกเอื้อมมือออกไปรับเอาเศษกระดาษชิ้นเล็กยับย่นที่ฌอนล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกงมาอ่าน ในนั้นมีลายมือหวัดๆเขียนชื่อคลับไว้ว่าอินเฟอร์โนคลับ ใต้ตัวหนังสือนั้นเป็นสถานที่ตั้งคร่าวๆ
ขอบใจมากฌอน
บอกเสียก่อนนะวิกโกที่นี่น่ะเขาเป็นคลับชั้นสูงนายก็ทำตัวดีๆหน่อยแล้วกัน ถ้าหัวหน้าเขาถูกอกถูกใจเผื่อจะได้งานบ้าง แล้วเงินน่ะก็อย่าเอาไปผลาญกับไอ้พวกนี้หมดก็จะดี
ฌอนปรายตามองไปยังหลอดพลาสติกที่กลิ้งอยู่บนเตียง ทั้งฌอนและเขาต่างก็รู้ดีว่ายาที่เขาใช้เป็นยานอนหลับชนิดแรงที่จะกล่อมให้หลับลึกได้แต่สิ่งที่วิกโกกำลังทำอยู่คือการใช้ยาเหล่านี้ในปริมาณที่มากกว่าคนปกติสามถึงห้าเท่า
วิกโกค้นพบระหว่างที่เขาใช้มันเพื่อให้หลับลงได้แต่บังเอิญขนาดของยาที่ได้มากเกินไปแต่เขาก็เห็นหน้าต่างแสงนั้น เห็นเพียงภาพไหววูบไม่ปะติดปะต่อของเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่เขาไม่เคยจดจำได้ เขาได้ยินสำเนียงแปลกหูกล่าวถ้อยคำที่เขาไม่เข้าใจแล้วผ่านเลยไปเหมือนลมพัดแต่เขาก็รู้ว่ามันมีความเกี่ยวเนื่องกันเพราะบางคราวภาพที่เขาเห็นจะซ้อนทับกับสิ่งที่เขาเคยรู้
วิกโกเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เวลาเย็นย่ำที่แสงอาทิตย์ลำสุดท้ายยังไม่จางหายไปในเงาของตึกรามสูงลิ่วเขาเห็นเมฆสีเทาคลี่ตัวออกที่ขอบฟ้าเป็นเงาตะคุ่มและขยายออกอย่างรวดเร็ว หนุ่มใหญ่ผุดลุกขึ้นยืนและก้าวออกไปชิดหน้าต่าง
แสงสีเหลืองแกมส้มของดวงอาทิตย์จางบางเบาแต่เงาของเมฆที่ทะมึนอยู่ที่ขอบฟ้ากลับชัดเจน วิกโกเห็นกลุ่มเมฆรวมตัวกันเป็นรูปร่างคล้ายนกอินทรี ปีกของมันสยายออกปกคลุมขอบฟ้าด้วยลักษณะที่คล้ายกับกำลังจะทะยานเข้ามาหาตัวเมืองทำให้นึกถึงเรื่องราวในตำนานเก่าโบร่ำโบราณที่เขาศึกษาด้วยความกระหายใคร่รู้ เรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ของมนุษย์ตะวันตกบนเกาะที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่พำนักพักพิงของมนุษย์เหล่านั้น และเมื่อมรรตัยชนต้องการความเป็นอมตะจนกล่าวโทษพระผู้เป็นหนึ่งและเทพผู้รับบัญชาให้ดูแลมนุษย์ซึ่งพำนักอยู่บนแผ่นดินอมตะอีกฟากหนึ่งของทะเล อีกทั้งยังเริ่มฝ่าฝืนข้อห้ามต่างๆและต่อต้านบรรดาเทพเหล่านั้นอย่างเปิดเผย ราชาแห่งเทพทั้งปวงจึงส่งนกอินทรีแห่งพระองค์มาเพื่อเป็นการเตือนให้สำนึก1
(1) อ้างอิงจากการล่มสลายของนูเมนอร์ (Akallabeth); The Silmarillion ซึ่งเป็นบทที่ว่าด้วยการล่มสลายของชาวนูเมนอร์หรือมนุษย์ตะวันตก เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมนุษย์ริษยาความเป็นอมตะของพรายและเริ่มแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อวาลาร์ด้วยการแสดงความต้องการแล่นเรือไปทางตะวันตกเพื่อไปยังวาลินอร์ซึ่งเป็นการละเมิดข้อห้ามที่วาลาร์ให้ไว้และปฏิเสธความตาย มานเวส่งโธรอนดอร์อินทรีแห่งพระองค์มาเตือนให้ชาวนูเมนอร์รู้ถึงหายนะที่จะมาถึงแต่ไม่เป็นผล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในสมัยของทาร์อนาตาเมียร์ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่สิบสาม
ภาพของอินทรีแห่งราชาเทพสยายปีกบนท้องฟ้าท่ามกลางความประหวั่นพรั่นพรึงของผู้คนบนชายฝั่งทะเลผุดขึ้นมาจากความฝันราวกับเป็นภาพความเป็นจริง
นายมองอะไร... ฌอนตามมายืนข้างหลัง
โน่นไง กลุ่มเมฆที่ขอบฟ้า... มันเหมือนนกอินทรีที่ถูกส่งมาเตือนให้รู้ถึงความผิดพลาดของมนุษย์จากแผ่นดินอมตะ
ฌอนส่ายหน้าก่อนจะเริ่มต้นเดินไปทางประตู ไม่เสียเวลามองไปที่ภาพบนท้องฟ้าแม้แต่นิดเดียว
ฉันไปดีกว่า ไม่อยากฟังนิทานตอนหัวค่ำ อย่าลืมไปทำงานซะล่ะ
เสียงประตูกระแทกปิดดังปังเมื่อลับตัวของเพื่อนรักและกรอบรูปโกโรโกโสบนผนังสะเทือนน้อยๆตามด้วยความเงียบสงัด แสงอาทิตย์สนธยาแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาและกลุ่มเมฆนั้นก็แปรรูปกระจัดกระจาย หนุ่มใหญ่ละจากหน้าต่างบานเดียวในห้องด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับได้เห็นสัญญาณบางอย่างที่ทำให้เขาทั้งหวั่นใจและกระหายใคร่รู้มากขึ้น
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
หน้าคลับที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ดูมีรสนิยมปรากฏรถหรูหราหลายคันจอดอยู่เบื้องหน้าตัวอาคาร คืนนี้ดูเหมือนกับคลับจะถูกปิดด้วยเหตุผลบางประการเพราะหน้าประตูทางเข้าแขวนไว้ด้วยป้ายปิดชั่วคราวและนักเที่ยวหลายคนถูกผู้ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันออกไปอย่างสุภาพ ชายวัยกลางคนแต่งกายดีคนหนึ่งที่ท่าทางจะเป็นผู้จัดการดูแลความเรียบร้อยของคลับแห่งนี้ออกมากล่าวคำขอโทษและให้เหตุผลว่าในคืนนี้มีผู้จับจองเป็นกรณีพิเศษแล้ว
หน้าที่ของวิกโกเป็นแค่ประจำในคลับเพื่อดูแลตรวจตราความเรียบร้อยในบริเวณนั้นๆ ชายแต่งกายดีคนดังกล่าวเป็นผู้จัดการของอินเฟอร์โนจริงๆแต่เขาไม่เสียเวลาเหลือบดูหน้าของวิกโกด้วยซ้ำแค่โบกมือบอกให้เขาไปหาคนชื่อเดวิดที่อีกห้องหนึ่งและเดวิดจะเป็นคนบอกเขาเองว่าต้องทำอะไรต่อไป
แต่กลายเป็นว่าหน้าที่ที่เขาได้รับมอบหมายไม่ใช่คนคุมหน้าคลับอย่างที่ฌอนแจ้งไว้ตอนแรกแต่กลับกลายเป็นหน้าที่คนเสิร์ฟแทน ดูราวกับว่าวันนี้พนักงานใหม่คงไม่ใช่มีเขาเพียงคนเดียวเป็นแน่เพราะเดวิดชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มท่าทางจะยังอายุไม่มากนักทำหน้าเหมือนกับว่าเบื่อหน่ายกับการพูดจาเป็นแบบแผนเดียวกันเสียเหลือเกินแล้ว
สำหรับวิกโกการเปลี่ยนหน้าที่ในงานนี้ไม่ได้ทำให้เขากังวลใจแต่อย่างใดเพราะช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากมายจากชีวิตนักวิชาการที่ถึงแม้จะไม่ได้ร่ำรวยมากแต่ก็ไม่ได้ยากไร้เพราะชื่อเสียงของเขาในฐานะนักประวัติศาสตร์ก็มีไม่ใช่น้อยแต่จู่ๆเขากลับทำตัวเหมือนหายสาปสูญไปจากวงการวิชาการ ใช้ชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำพร้อมกับพยายามขุดคุ้ยหาร่องรอยของความเป็นจริงจากตำนานเก่าแก่ที่ตอนนี้กลายเป็นนิทานก่อนนอนไปแล้วเพื่อเชื่อมโยงกับสภาพปัจจุบันของโลก แต่วันนี้วิกโกยังรู้สึกได้ว่าสภาพร่างกายของตนยังไม่พร้อมดีนัก ยาที่เขาใช้ยังคงมีฤทธิ์หลงเหลืออยู่ทำให้สมองของหนุ่มใหญ่เหมือนมีผึ้งบินหึ่งๆอยู่ในนั้นตลอดเวลา
แสงไฟสลัวในห้องโถงที่มีแขกเหรื่อชุมนุมกันประมาณกว่าร้อยคนทำให้ห้องโถงจัดเลี้ยงดูแคบไปโดยปริยาย ทุกคนพูดจากันด้วยเสียงเบาๆและดูเหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่ วิกโกยืนอยู่ในมุมหนึ่งของงานมือถือถาดเครื่องดื่มสีสวยไว้และกำลังอยู่ระหว่างชั่งใจว่าจะมาทำงานน่าเบื่อนี่ในวันพรุ่งนี้อีกหรือไม่ เดวิดที่เดินโฉบไปมาดูแลความเรียบร้อยทั่วๆไปดูตึงเครียดแปลกๆ
จู่ๆหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า ใบหน้าขาวผ่องและผมสีทองจางๆของเธอดูสะดุดความทรงจำของวิกโกอย่างประหลาด สีหน้าแปลกใจระคนไม่เชื่อสายตาของหญิงสาวคนนั้นแปรเปลี่ยนเป็นลังเลไม่แน่ใจก่อนที่จะหยุดยืนตรงหน้าเขา วิกโกเค้นสมองคิดว่าเขาเคยพบผู้หญิงคนนี้ที่ไหนแต่ก็นึกไม่ออก หญิงสาวทำท่าลังเลในขณะที่วิกโกพยายามที่จะเบี่ยงกายหลบหายไปในมุมมืดเพราะไม่ว่าจะเคยรู้จักกันที่ไหนหรือเคยพบกันในลักษณะใดก็ตาม เวลานี้เขาไม่ต้องการจะพบใครทั้งสิ้น แต่หญิงสาวคนนั้นกลับเป็นฝ่ายยื่นมือออกมาขวางเขาไว้เสียก่อน
อาจารย์มอร์เทนเซนหรือเปล่าคะ
สรรพนามที่เธอใช้เรียกความทรงจำที่สเปะสปะของวิกโกให้กลับมาคืนมาบางส่วน ในห้องบรรยายของมหาวิทยาลัยวิชาว่าด้วยประวัติศาสตร์และความเกี่ยวเนื่องกันกับตำนานโบราณ เธอเป็นหนึ่งในนักศึกษาที่ตั้งอกตั้งใจฟังเลคเชอร์ของเขาทุกชั่วโมงและดูจะมีความกระตือรือร้นสนใจในเรื่องเดียวกับเขาเป็นอย่างยิ่งแต่เขาก็ไม่มั่นใจนักว่าสิ่งที่เร้าความสนใจของนักศึกษาสาวคนนี้อยู่ที่เสน่ห์ของตำนานโบราณหรืออยู่ที่อาจารย์ผู้บรรยายกันแน่
วิกโกพึ่งจะนึกออกเลาๆ มิสออตโต.. มิรันดา ออตโตคือชื่อของเธอคนนี้
สีหน้าของหญิงสาวยินดีอย่างปิดไม่มิดและน้ำเสียงก็กระตือรือร้น
ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเจออาจารย์ที่นี่ ที่มหาวิทยาลัยไม่มีใครรู้ว่าอาจารย์หายไปไหนสักคนทุกคนบอกว่าอาจารย์ต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆที่จู่ๆก็ลาออกแล้วหายตัวไปเฉยๆ
วิกโกยิ้มเจื่อนๆ ค้อนในศรีษะของเขาทุบเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตุบ ตุบ ตุบ ใช่.. ใครก็พูดกันอย่างนั้น ชายกลางคนในชุดสูทสามชิ้นเดินผ่านเขาไปพร้อมทั้งหยิบแก้วเครื่องดื่มไปจากถาดบนมือ มิรันดาเหลือบตามองแวบหนึ่งก่อนที่จะฉวยเอาถาดนั้นมาจากมือเขาและหันไปส่งถาดเครื่องดื่มให้กับบริกรคนอื่นที่เดินผ่านมาพอดี
บริกรหนุ่มรับถาดจากมือของหญิงสาวไปด้วยความงุนงง แต่ที่นี่พนักงานไม่มีสิทธิ์อ้าปากคัดค้านลูกค้า ชายหนุ่มเคราะห์ร้ายคนนั้นจึงทำได้แค่อ้าปากแล้วก็หุบลงอย่างรวดเร็วในขณะที่มิรันดาปลดเอาหูกระต่ายบนเครื่องแบบพนักงานของเขาออกโยนตามลงไปบนถาดอย่างไม่แยแสแล้วก็หันมาฉวยข้อมือของหนุ่มใหญ่
มาเถอะค่ะ ฉันมีเรื่องอยากถามอาจารย์เยอะแยะเลย
วิกโกงุนงง ถึงจะแปลกใจแต่เขาก็ไม่คิดจะขัดขืน อาจเป็นเพราะผลตกค้างของยาที่เขาใช้อยู่ก็ได้จึงทำให้อะไรหลายๆอย่างดูคล้ายกับเป็นโลกเหนือจริง มิรันดานำเขาเดินแหวกผู้คนเข้าไปถึงกลุ่มด้านหน้า ใบหน้าของบุรุษและสตรีที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นดูคุ้นตาเห็นกันบ่อยครั้งในข่าวหรือไม่ก็เป็นบุคคลสำคัญในวงการต่างๆ ใครหลายคนกระซิบกระซาบกันและอีกหลายคนหันมาพยักหน้าให้กับอดีตลูกศิษย์ของเขาด้วยความคุ้นเคย ดูเหมือนว่ามิรันดาจะเป็นหนึ่งในคนพวกนี้และดูท่าว่าจะเป็นคนสำคัญคนหนึ่งเสียด้วย หญิงสาวยิ้มรับและดึงให้เขาตามเธอไปที่ตำแหน่งของเสาซึ่งที่ตรงนี้เธอจะสามารถยืนเหมือนกับกำลังสนใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าและสนทนากับวิกโกได้โดยที่ใช้เงามืดของเสาให้เป็นประโยชน์
ตรงนี้เป็นที่ของพวกฉันค่ะ ปกติสมาชิกระดับรองๆไม่สามารถเข้ามาได้ อาจารย์ช่วยยืนนิ่งๆด้วยนะคะ
มิรันดาลดเสียงอธิบายพลางขยับเข้าใกล้เงามืดมากขึ้น ดวงตาของเธอกวาดไปรอบๆและพยักยิ้มให้กับคนที่ทักทายเธอ
สมาชิก?
วิกโกรู้ว่ามันต้องเป็นการชุมนุมอะไรสักอย่างแน่แต่เขาไม่รู้เท่านั้นว่าเป็นอะไร สังหรณ์ประหลาดบางอย่างแล่นปราดขึ้นมาตามไขสันหลัง
บาลาเราคาร์2 ค่ะ หญิงสาวตอบเสียงเรียบ ฉันเป็นสมาชิกของบาลาเราคาร์
(2) อ้างอิงจากภาคผนวก;The Silmarillion คำว่าบาลาร์เราคาร์ (Balaraukar) มีรากศัพท์มาจากภาษาเควนยา วาล (val) หรือ บาล (bal) มีความหมายถึงอำนาจ (power) เช่นบัลร็อค (Balrog) ส่วน rauko หมายความถึงปีศาจ (demon) ในภาษาซินดาริน rauko ลดรูปลงเหลือเพียง ruk
หนุ่มใหญ่รู้สึกเหมือนโลกหมุนกลับหัวกลับหาง เสียงของมิรันดาเหมือนดังมาจากที่ไกลสุดเอื้อม
ต้องขอบคุณอาจารย์นะคะเพราะฉันเริ่มสนใจเรื่องนี้ก็เพราะอาจารย์แท้ๆ
โชคชะตามีหนทางของตนเองเสมอ และบางเรื่องราวจะเชื่อได้แน่หรือว่ามันเป็นเพียงความบังเอิญ
To be continue
edit @ 2007/05/29 18:48:36