2007/Aug/16

พึ่งรู้ว่าฝนดาวตกเขาเรียก Metore showers และที่เขาฮิตๆกันมาตั้งหลายปีนั้นก็ไม่เคยได้ไปดูกับเขาสักทีจนเขาจะเลิกฮิตกันแล้วถึงได้ฤกษ์หาทางไปดูฝนดาวตกกับชาวบ้านเขาบ้าง

วันแม่ที่ผ่านมา (วันอาทิตย์) เกิดความพอดีที่ว่ามีการเปิดตัวโครงการบ้านพักที่เขาใหญ่ชื่อว่า เขาใหญ่พาโนวิลล์ www.kaoyaipano.com และเขาก็มีบาร์บีคิวปาร์ตี้ชมบ้านตัวอย่างและสี่ทุ่มก็เชิญชวนชมฝนดาวตกที่โครงการนั่นเลย

ถ้าใครสนใจบ้านตัวอย่างอยากชมเชิญได้ที่เวปไซด์ ไม่ได้ค่านายหน้าแต่อย่างใด ^^

บรรดาคนที่มาดูฝนดาวตกนั้นส่วนมากเป็นเด็กทั้งสิ้น เรียกว่าพ่อแม่มาดูบ้าน ลูกๆมาดูดาว และในงานก็มีการตั้งกล้องโทรทัศน์พร้อมกับมีวิทยากรรับเชิญจากท้องฟ้าจำลองมาพูดเรื่องฝนดาวตกให้ฟังด้วยว่ามันเป็นเช่นไรและมาอย่างไร สิริรวมชมรมเด็กแล้วมีสมาชิกประมาณยี่สิบกว่าคนเห็นจะได้

แอบขำ.. เพราะเด็กๆพวกนี้น่ารักน่าชังกันน่าดู นั่งกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่เวลาเล่นกับเวลากิน.... โอ้.. คุณพระ.... มิน่า.. เขาถึงบอกว่าเด็กกำลังกินกำลังนอน ระหว่างกำลังกินซึ่งอาหารประกอบไปด้วยหมูย่างทั้งตัวกับข้าวเหนียว (อีสานบ้านเฮาดีจริงๆ) ลูกชิ้นปิ้ง ผัดหมี่โคราชสุดอร่อย (ฟาดไปหลายจาน) พร้อมลาบ ยำวุ้นเส้น ข้าวเกรียบ etc. วิทยากรก็บรรยายไปเรื่อยๆเรื่องฝนดาวตก เท่าที่จำได้ลางๆจากการที่ต้องแยกประสาทฟังและประสาทกินออกจากกันจำได้ว่าฝนดาวตกนี้มีชื่อว่าฝนดาวตก Perseid ซึ่งจะปรากฏให้เห็นทุกๆ 130 ปีในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม ความงดงามเป็นรองแค่ฝนดาวตก Leonids ซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่างดงามเป็นที่สุด

ตอนฟังนึกกระหยิ่งยิ้มย่องอยู่ในใจว่าเอาล่ะถึงแม้เราจะพลาด Leonids แต่เราก็ได้ชม Perseids แทน ก็ไม่เลว

ฝรั่งเขาเรียกฝนดาวตกนี้ว่า The Tear of St. Lawrence ชื่อนี้มีที่มาอยู่ว่านักบุญลอเรนซ์ท่านเป็นผู้ที่ถูกทรมานโดยคนโรมันเมื่อซักสองร้อยกว่าปีก่อนคริสตกาล ท่านตายวันที่ 8 สิงหาคม เข้าใจเอาเองว่าหลังจากนั้นประชาชีเมืองโรมันโบราณก็ได้เห็นฝนดาวตกนี้เต็มท้องฟ้า เขาก็เลยว่าสวรรค์ร้องไห้อะไรประมาณนั้น

นั่งรอดูฝนดาวตก พอใกล้ๆสามทุ่มฝนก็ตกแทนดาว เรียกว่าวิ่งหลบฝนเข้าเตนท์กันแทบไม่ทัน ได้ข่าวว่ากว่าฝนดาวตกจะมาจริงๆก็ปาเข้าไปตีสอง ตกมาชั่วโมงละสิบกว่าดวง บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายก็หลับแล้วหลับอีกแต่เด็กๆตาสว่าง กว่าจะกลับบ้านก็ปาไปตีสี่แถมน้องๆทั้งหลายก็เกิดอาการตาสว่างเล่นเกมโมโนโพลีกันต่อถึงเช้า

น่าสงสารตัวเอง.... ถึกไม่พอ ไม่อยู่รอถึงตีสองเลยอดดูอีกครั้งตามระเบียบ เอาเป็นว่าฟาล์วไปเสียแล้ว โอกาสหน้าถ้าจะได้ดูใหม่ก็ต้องรอไปถึงเดือนธันวาคมโน่นแน่ะ

สรุปว่าอด... ได้รอยดำใต้ตาเป็นของแถมพร้อมยุงกัดเต็มตัว เอิ๊ก

2007/Jul/23

ไม่ได้เป็นแฟนถึงขึ้นคลั่งไคล้แต่ก็อ่านมาเรื่อยๆตั้งแต่ต้น เล่มจบมาถึงอย่างไรก็ต้องอ่านแหละ ขอบคุณบีจังที่ส่งFile ที่รู้ว่า file อะไรให้ก่อน เลยได้ทำการเสียสายตานั่งอ่านไปจนเกือบจะจบแล้วจึงต่อด้วยตัวหนังสือจริงๆ ขอบคุณค่ะ... ถัดจากนี้ไปมันอาจจะเป็น Spoiler ของคนที่ยังไม่ได้อ่านได้ เตือนไว้ก่อน.... เดี๋ยวจะเสียใจที่อ่านนะเอ้า....

ป่านนี้เขาก็คงรู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองและทั่วโลกด้วยว่าใครตาย เอิ๊ก ไอ้ประเด็นใครตายนี่กลายเป็นประเด็นหลักของคำถามมาตั้งแต่หลังเล่มสี่ที่เซดริกล้มลงตายสนิทใน Triwizard Tournament นั่นแหละ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำให้คนกรี๊ดกร๊าดเดาทางกันไปว่าใครหนอจะถูกเจเค. ฆ่าเสียทุกภาค มาภาคนี้ประเด็นคนตายเพิ่มเป็น"สิ่งมีชีวิตตาย" มากกว่าด้วยรวมความไปถึงนกและhouse orc .... แต่จะอย่างไรข้าพเจ้าขอยืนยันด้วยความเห็นส่วนตัวเอียงขวาอย่างแรงว่าทั้งด็อบบี้และครีเชอร์เป็น orc ไม่น่าจะใช่ elf เด็ดขาด เศร้าใจกับด็อบบี้ที่ตายไปเหมือนใครอีกหลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Dobby the free elf.. เหมือน mission complete อย่างไรก็ไม่ทราบ ด็อบบี้ช่วยแฮรี่มาหลายตอนและก็ช่วยจนตัวเองตายในที่สุด

อย่างหนึ่งที่คิดไว้แล้วเป็นจริงคือเจเค.แกคงไม่กล้าฆ่าตัวละครหลักๆสามสหายหรอก.. ถ้าฆ่าจริงสงสัยถูกประท้วง ฮ่าๆๆๆ แค่ตอนนี้น้องเฟร็ดตายยังแย่เลย แอบใจร้ายนะ เพราะจอร์จที่เหลืออยู่ก็เหลือหูอยู่ข้างเดียว (ขำมุข Holey ถึงแม้จะเป็นตลกร้ายก็ตามที ตอนนั้นเชื่อว่าคนในเรื่องคงขำไม่ออก เจเค.ชอบมีตลกร้ายอยู่เรื่อยๆเลย)

ประเด็นเรื่องดัมบี้... ใครที่รักดัมบี้ต้องหายคิดถึงแน่ๆเพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เหมือนเป็น biography ของดัมบี้ทั้งตอน และแฮรี่เองหรือใครต่อใครก็คิดถึงดัมบี้กันตลอดทุกเวลา เรียกได้ว่าสามสี่หน้าต้องมีชื่อดัมบี้โผล่มาทักทายเรากันสักที ... เอ.. หรือว่าจริงๆดัมบี้เป็นพระเอก ฮา..... เปล่านะ อันนั้นเขียนเอาฮา จริงๆแล้วดัมบี้เล่นบทเหมือนผู้ชี้แนะ ปล่อยความรู้และมี quest ให้ทำเป็นระยะแล้วทิ้งให้แฮรี่เรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่บางทีสำหรับคนต้องฝ่าด่านสิบแปดอรหันต์เช่นแฮรี่อาจจะนึกอยู่ในใจก็ได้ว่า ... ทำไมไม่บอกให้ชัดกว่านี้นะ... (เอิ๊กๆ)

และในเล่มสุดท้ายเอกลักษณ์ของทุกตอนที่ดัมบี้ต้องมาเฉลยประเด็นต่างๆก็ยังคงอยู่ ทีแรกก่อนอ่านนึกอยู่ตั้งนานว่าจะเป็นไง เล่มนี้จะมีไหมเพราะดัมบี้ตายแล้ว (ส่วนตัวปักใจเชื่อมากกว่าแกตายจริง ไม่คิดว่าแกจะฟื้นหรอก) เอ..แล้วถ้าแฮรี่จะได้คุยกับดัมบี้จริงๆแฮรี่ต้องตายไหม หรือจะมีอะไรที่พิสดารไปกว่านั้น เอาเข้าจริงเจเค.ก็มีมุขคล้ายๆตายแล้วฟื้นมาใช้จริงๆด้วย (ขอคารวะน้องคนหนึ่งที่สันนิษฐานได้ถูกต้องตามความเป็นจริงมาก เขาบอกตั้งแต่ก่อนเล่มเจ็ดออกแล้วว่า เชื่อดิ มันต้องแบบตายแล้วฟื้น....ฮ่าๆๆๆ มอบรางวัลให้เลยน้อง)

แต่บรรดาแฟนๆอาจบอกได้ว่าไม่นะ..แฮรี่ไม่ตาย.... แค่บางส่วนที่เป็นโวลดี้ตายไปเท่านั้นเอง! อันนี้ก็แล้วแต่แล้วกัน

อีกคนที่ละเลยจะกล่าวถึงไปไม่ได้ ฮ่าๆๆๆๆ ป๋าสเนปที่รักของใครหลายคนและปัญหาคาใจว่าสเนปอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ มีการวิเคราะห์กันตั้งแต่ภาคที่แล้วถ้าจำกันได้ ตอนที่สเนปฆ่าดัมบี้ เพราะดัมบี้หันไปมองสเนปแล้วพูดว่า please แล้วก็... ตูม... ตาย... ไอ้ please นั่นแปลว่าอะไร... ก็เป็นการคาดการณ์ที่ถูกอีกตามเคยสำหรับคนที่เชื่อว่าดัมบี้บอกให้สเนปฆ่าตัวเองซะ แต่จริงๆแววป๋าสเนปเป็นคนดีมันแอบมีมานานแล้วล่ะ

ถ้าจะว่ากันไปจริงๆ ไม่อยากถือว่าสเนปเป็นคนดีหรอกนะ... เอาเป็นว่าความดีที่สเนปมีก็คือรักลิลลี่มากพอที่จะไม่ turn to the dark side เต็มตัวก็แล้วกัน ฮ่าๆๆๆๆ พูดไปก็คิดถึงอนาคินไปด้วย ไม่เหมือนกันก็แต่คนนั้นเขา turn to the dark side เพราะรักแบบผิดๆมากกว่า แต่เชื่อไหม ว่ามันแอบ soap นะ ตอนที่ดัมบี้คุยกับสเนป คือไม่ใช่ไม่ซึ้ง... แต่มันแอบน้ำเน่าน่ะ แล้วเล่มนี้ก็เจอตอนแบบแอบอึ้งไปหลายตอนทีเดียว คิดถึงหน้าอลัน ริกแมน...กับบทนี้ โอ้... คุณพระ.. อยากดูว่าหนังจะทำออกมาแบบไหน

สำหรับแฮรี่กับจินนี่ เสียใจจริงๆสำหรับคนที่คิดว่าจะได้เห็นจินนี่แผลงฤทธิ์ออกไปไล่ล่าตามหา horcruxes กับพลพรรคสามสหาย เพราะจินนี่ต้องอยู่บ้านและกลับไปโรงเรียนเหมือนเดิม มีวีรกรรมเล็กน้อยในโรงเรียนที่แสดงให้เห็นว่าจินนี่แอบกบฏ สงสัยเจเค.จะกลัวว่าถ้าไม่ให้บทเลยเดี๋ยวจะไม่คู่ควร เอิ๊ก ก็ดีนะ คิดถึงความรู้สึกตอนอ่าน LOTR เพราะตอนอารากอร์นออกไปนอนกลางดินกินกลางทรายกู้บ้านกู้เมืองนั้น อาร์เวนก็อยู่บ้าน...ทำการฝีมือ.... ฮ่าๆๆๆๆ จนให้แอบคิดไปว่าเพราะอาร์เวนอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนนั้นเองทำให้อารากอร์นเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น..เอิ๊กๆๆๆๆๆๆ (ขอโทษที่นอกเรื่อง) เอ... แล้วแฮรี่ล่ะ ^^

แต่สำหรับสาว Y แล้วไม่น่ามีปัญหาเพราะแฮรี่ไม่มีบทกับจินนี่ย่อมทำให้จิ้นกระจายได้มากกว่าเดิม เอิ๊กๆๆๆๆ ซึ่งมันก็... นะ.. มีกระจายอยู่เต็มทั้งเรื่อง สงสัยจะได้นอนอ่านฟิกไปอีกนาน หึ หึ หึ

อีกคู่ที่เห็นแววว่าคงลงเอยกันด้วยดีมาตั้งแต่เล่มที่แล้วก็คงหนีไม่พ้นคู่เพื่อนรักที่ไม่หักเหลี่ยมโหดที่ยังคงเอกลักษณ์เอาไว้ได้ไม่เปลี่ยนแปลง คงไม่มีใครผิดคาดอะไรหรอกมั๊ง

ส่วนน้องเดรโก .. แหม... อันนี้ต้องจิ้นกระจาย .... เอาเป็นว่าไว้ว่ากันฉบับ Y จะสนุกกว่านะ ครั้งหน้าละกัน

เรื่องฮาๆสำหรับตัวเองที่คนอื่นอาจไม่ฮาดูเหมือนจะมีเยอะแยะไปหมด เช่น ตอนที่ 3 คนผลัดกันคล้องแหวน เอ๊ย ล็อกเกตเอาไว้ที่คอแล้วพากันอารมณ์ไม่ปกติ เห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมดนั้นทำให้เราอดคิดถึง The ring of power ไม่ได้ ดีนะ ถ้ามีใครลุกขึ้นมาร้องว่า My Preciousssss คงได้ขำกันกระจายไปกว่านี้ แถมอ่านไปก็ De javu เป็นระยะ เราเห็น You look terrible ด้วย พาลให้คิดถึงฉากคืนสร้อยใน TTT (The two towers, LOTR) อยู่ร่ำไป

สิ่งหนึ่งที่เชื่อได้คือรายละเอียดหลายอย่างในเล่มก่อนๆที่ดูอาจจะไม่สำคัญมากนักกลายมาเป็นกุญแจในเรื่องนี้ เช่นเรื่อง Diadem ของ Rovena Ravenclaw นั่นแสดงว่าเจเค.คิดเอาไว้หมดแล้ว นับถือค่ะ นับถือ...

สิ่งที่ยังคงคาใจใครอีกหลายคนก็คงจะเป็นเหตุการณ์หลังจากที่โวลดี้ตาย หลังจากนั้นพลพรรคทั้งหมดจะไปทำอะไรกันหรือ และช่วงเวลาสิบเก้าปีที่หายไปนั้นมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทีนี้ Fanfiction ทั้งหลายก็จะได้มีช่องให้เขียนกันสนุกสนาน และยิ่งไปกว่านั้น ใครจะรู้... เผื่อเจเค.จะเปลี่ยนใจลุกขึ้นมาเขียนต่อก็ยังได้อีกเหมือนกัน ช่องเปิดกว้างไว้ตั้ง 19 ปีแน่ะ

อืม... ตกลง... จบหรือเปล่านี่ ^^


edit @ 2007/07/23 16:52:45

2007/May/29

บาลาเราคาร์เป็นลัทธิความเชื่อที่วิกโกพยายามหาจุดเริ่มต้นของมันมานานด้วยเชื่อว่ามีความเกี่ยวพันบางอย่างระหว่างความเป็นไปในโลกกับลัทธินี้เพราะทุกครั้งบาลาเราคาร์จะเข้ามามีส่วนร่วมในความวุ่นวายทั้งหลายไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่มีใครรู้ว่ามาจากไหนและเริ่มต้นขึ้นที่ใด จู่ๆลัทธินี้ก็ปรากฏขึ้นในเวลาที่ผู้คนสิ้นไร้ความหวัง ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลทำให้จำนวนของผู้ที่มีจิตฝักใฝ่ในบาลาเราคาร์มากขึ้นทุกวัน

ทั้งนักการเมืองสัตย์ซื่อและฉ้อฉล ทั้งคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนดีในสังคมและคนเลวร้าย ทั้งนักวิชาการและคนจรจัด ส่วนผสมของบาลาเราคาร์แปลกประหลาดจนแทบไม่น่าเชื่อว่าทุกอย่างจะถูกควบคุมโดยกลุ่มคนเพียงไม่มากนัก ทุกคนไม่เคยเปิดปากพูดอะไรต่างปิดปากเงียบสนิท ทำในสิ่งที่ผู้นำลัทธิมอบหมายโดยไม่มีข้อโต้แย้งและใบหน้าของผู้นำลัทธิไม่เคยปรากฏต่อสื่อเลยสักครั้ง

จำนวนสมาชิกทั้งหมดไม่เป็นที่เปิดเผยแต่เท่าที่วิกโกเคยพยายามประมาณน่าจะมีมากพอสมควร ยิ่งระดับสูงๆยิ่งถูกเลือกเฟ้นตัวกันอย่างพิถีพิถันและต้องผ่านความเห็นชอบจากผู้ที่มีอำนาจ เรื่องราวบางอย่างเปิดเผยต่อคนภายนอกจากปากของสมาชิกฟังดูไม่น่าเป็นพิษภัยแต่ก็ยังทิ้งร่องรอยไม่ชอบมาพากลไว้บ้าง

ตั้งแต่ชื่อของกลุ่มแล้ว เหตุผลกลใดจึงต้องเลือกชื่อในภาษาโบราณอันมีคนน้อยคนนักที่จะรู้ว่าความหมายของมันคือปีศาจผู้ทรงอำนาจหรืออีกนัยหนึ่ง..เทพปีศาจ

วิกโกเชื่อว่ามันคงไม่ใช่แค่การประชดประชันเสียดสีของผู้นำกลุ่มเพียงอย่างเดียวที่เลือกนามนี้ ไม่ใช่เพราะผู้นำลัทธิเชื่อว่าความรู้และความก้าวหน้ามักจะถูกมองเป็นปีศาจเสมออย่างที่สมาชิกผู้ศรัทธากล่าวอ้างไว้ เพราะโลกมีเหตุมีผลโดยตัวของมันเองและวิกโกเชื่อว่าประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเดิมบ่อยครั้ง

ความมืดและความชั่วร้ายกำลังก่อร่างสร้างฐานแข็งแกร่งบนโลก แล้วสิ่งใดเล่าที่จะเกิดตามมาต่อไป

เสียงพึมพำเงียบลงทันทีที่ร่างสูงของชายสามคนปรากฏขึ้นบนเวที ยามปกติบนเวทีมักจะสว่างไสวกว่าตำแหน่งอื่นแต่สำหรับวันนี้กลับตรงกันข้าม แสงบนเวทีครึ้มมัวสลัวกว่าส่วนอื่นจนกระทั่งผู้ที่อยู่เบื้องล่างจะเห็นคนที่ยืนอยู่ด้านบนได้เพียงกรอบเงาตะคุ่มเท่านั้นแต่วิกโกที่อยู่ในเงามืดเห็นบางอย่างชัดเจนกว่า

ใบหน้าของชายสามคนบนเวทีนั้นหนึ่งคนเขาจำได้ดี คริสโตเฟอร์ ลี ผู้เป็นหนึ่งในนักประวัติศาสตร์อาวุโสซึ่งมีความสนใจในเรื่องเดียวกับเขา คริสโตเฟอร์ยังคงสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยเช่นเดิมตอนที่เขาตัดสินใจลาออก อีกคนหนึ่งนั้นเป็นชายวัยกลางคนที่วิกโกคุ้นหน้าคุ้นตาว่าเคยเห็นที่ใดสักแห่งแต่นึกไม่ออก ส่วนคนที่สามนั้นดูอ่อนวัยกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัดทำให้น่าแปลกใจยิ่งขึ้นว่าทำไมจึงมาพร้อมกันกับคนที่น่าจะสำคัญในบาลาเราคาร์เช่นนี้

เสียงทุ้มกังวานของคริสโตเฟอร์เริ่มพูดสั้นๆเกี่ยวกับเรื่องงานชุมนุมในครั้งนี้ผ่านหูของวิกโกไป วิกโกรู้สึกคุ้นเคย รู้สึกคล้ายกับจะคว้าจับอะไรบางอย่างได้แต่แล้วมันกลับลื่นหลุดไปทั้งๆที่เขามีมันอยู่ในมือแล้ว วิกโกได้ยินทุกคำพูดเข้าใจทุกความหมายแต่ดูเหมือนมันจะเลือนลางไปในทันทีที่ประโยคจบลง และเขาแทบจะไม่ได้ฟังเสียงของชายวัยกลางคนที่กล่าวเป็นคนต่อไปเลยแม้แต่น้อย

แต่เมื่อชายหนุ่มผิวขาวผ่องใบหน้าล้อมกรอบด้วยเส้นผมสะบัดปลายสีเข้มยาวประบ่าเริ่มต้นพูดอะไรบางอย่าง วิกโกก็สะดุดหูกับถ้อยคำนั้น

ชายหนุ่มคนดังกล่าวอ้างถึงคำพูดในตำนานที่วิกโกจำได้ขึ้นใจ

มันเคยมีทางตรงสู่ตะวันตก แต่วันนี้ทางนั้นขาดไปเสียแล้ว

แต่สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาแล้วทำให้วิกโกหนาวเข้าไปถึงหัวใจคือคำประกาศอย่างอหังการ์ว่าจะมีผู้ที่ทำให้เส้นทางนั้นคืนกลับมาเป็นของมนุษย์อีกครั้ง

เสียงปรบมือดังสนั่นทั่วห้องโถงและสีหน้าของผู้ที่ชุมนุมกันอยู่นั้นก็ปลาบปลื้มยินดีเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นไม่เว้นแม้แต่หญิงสาวผู้เคยเป็นนักศึกษาในวิชาของเขา

ใคร.. หรืออะไร.. ที่จะกลับมาทำให้เรื่องนี้เป็นจริง และนั่นหมายถึงว่าสิ่งที่เขาพยายามค้นหาความจริงจากอดีตกาลไกลโพ้นนั้นอาจจะอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมอย่างนั้นหรือ อะไรบางอย่างเขม็งเกลียวเข้าหากันในร่างกายของวิกโก สายเลือดของผองชนเก่าแก่ที่ยังหลงเหลือไหลเวียนอยู่ในร่างระอุร้อนไปด้วยการเร่งเร้าที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ

เสียงของมิรันดาดังขึ้นดึงให้เขากลับคืนมาสู่โลกปัจจุบ้น

ฉันว่าอาจารย์คริสโตเฟอร์คงจะดีใจถ้าพบกับคุณอีก แน่ะ...ท่านลงมาแล้ว มาเถอะค่ะ

ราวกับตกอยู่ภายใต้อาณัฐอันอธิบายไม่ถูก วิกโกสาวเท้าเดินตามมิรันดาไปอย่างง่ายดาย หญิงสาวนำวิกโกเดินฝ่าฝูงชนไปจนถึงจุดที่คนทั้งสามยืนสนทนากันอยู่ มิรันดายิ้มให้ทุกคนอย่างคุ้นเคยแต่ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมาคริสโตเฟอร์ก็เห็นเสียก่อนว่าใครที่ติดตามมิรันดามา วิกโกรู้สึกว่าสีหน้าของคริสโตเฟอร์ดูราวกับไม่ประหลาดใจเลยที่เห็นเขาทั้งๆที่เขาเองก็หายหน้าจากเรื่องราวต่างๆในแวดวงประวัติศาสตร์ไปเสียหลายปีแล้ว

นั่นเป็นสิ่งที่สะกิดใจหนุ่มใหญ่ทั้งๆที่ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนักหนา

แต่ความแปลกประหลาดนั้นก็กลับละลายหายไปเป็นอากาศธาตุเมื่อคริสโตเฟอร์ยื่นมือออกมาบีบไหล่ของเขา น้ำเสียงมีกังวานอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของศาตราจารย์รุ่นใหญ่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและมีความแปลกใจระคนยินดีปนอยู่ในน้ำเสียงนั้น

วิกโก.... วิกโก เราไม่พบกันหลายปีเลยนะ มายังไงกันละนี่

คำถามหลังทำให้อดีตศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่อึกอักเพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบเช่นไร มิรันดาเป็นผู้ที่ทำลายความอึดอัดนั้นด้วยการเอ่ยขึ้นมาว่า

พอดีฉันชวนอาจารย์มอร์เทนเซนเองค่ะ เห็นว่าถ้าพวกอาจารย์ได้พบกันอีกครั้งน่าจะดี

ดีจริงๆ คริสโตเฟอร์ยิ้มพลางหันมาทางอดีตเพื่อนร่วมวิชาชีพ ดีมากที่เจอเธอตอนนี้ วิกโก ฉันพึ่งจะพบอะไรบางอย่างที่ฉันพนันได้ว่าเธอน่าจะสนใจอย่างมาก ฉันกำลังต้องการความช่วยเหลือพอดี

สีหน้าของวิกโกมีคำถาม เพราะเมื่อครั้งที่เขายังสอนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น คริสโตเฟอร์ ลีเป็นหนึ่งในคนสำคัญของการพยายามพิสูจน์และค้นหาว่าเรื่องของพรายและมนุษย์นั้นเคยมีอยู่จริงในโลกนี้เมื่อนานมาแล้ว อันที่จริงความสนใจของเขาและคริสโตเฟอร์ ลีตรงกันในเรื่องหลักแต่ประเด็นรองอื่นๆนั้นแตกต่างกันออกไป

การที่คริสโตเฟอร์ ลีพูดออกมาเช่นนี้มีความหมายว่าเขาน่าจะพบอะไรคืบหน้าในเรื่องนี้แล้วหรือไม่ก็พบเงื่อนงำอะไรบางอย่างที่สำคัญยิ่ง

เดี๋ยวพรุ่งนี้สะดวกมาพบฉันไหม

ครับ.. ที่ไหนครับ

เดี๋ยวให้มิรันดาบอกก็แล้วกัน พรุ่งนี้สิบโมงเช้านะ มื้อเที่ยงจะได้กินพร้อมๆกันเลยด้วย ศาสตราจารย์สูงวัยขยับนาฬิกาที่ข้อมือ สะดวกไหม

ครับ

วิกโกไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่านั้น การที่เขาหลบเร้นหายตัวออกมาก็เพื่อค้นหาในแบบที่เขาคิดว่าน่าจะได้คำตอบเร็วที่สุดซึ่งหนทางนั้นดูราวจะเป็นหนทางที่แปลกประหลาดออกไปทางวิกลไม่น้อย และร่วมด้วยความต้องการที่จะค้นพบอะไรใหม่ๆในเรื่องที่มีคนน้อยคนเชื่อว่ามันจริงๆร่วมกับสายเลือดเก่าแก่ที่ยังคงหลงเหลือในตระกูลทำให้วิกโกพยายามค้นหาเรื่องเหล่านี้อย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่เลือกวิธี ในขณะที่การค้นหาทางเอกสารหรือพยานวัตถุยืนยันมาถึงทางตันแต่ดูเหมือนว่าศาสตราจารย์ผู้ใหญ่ท่านนี้จะพบอะไรบางอย่างก่อนเขาเสียแล้ว

วิกโกพึ่งรู้สึกว่ามีดวงตาอีกคู่หนึ่งจับจ้องอากัปกิริยาของเขาอยู่ หนุ่มใหญ่หันไปทางเจ้าของสายตาซึ่งยืนนิ่งเงียบอยู่ไม่ห่างนัก ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าสวยผิวผ่องและกิริยาเคร่งขรึมนั้นเอง และดูราวกับว่าเจ้าตัวคอยทีอยู่แล้วจึงก้มศรีษะลงนิดๆเป็นเชิงทักทาย

คริสโตเฟอร์หันกลับไปทางนั้นพอดี รอยยิ้มปรากฏขึ้นแวบหนึ่งขณะที่สบตากับชายหนุ่มผู้นั้นและเจ้าของใบหน้าสวยที่ยืนห่างเพียงแค่เอื้อมก็ก้าวเท้าเข้ามาในวงสนทนา คริสโตเฟอร์เป็นฝายแนะนำให้คนทั้งสองรู้จักกันด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะง่ายๆ

นี่วิกโก เพื่อนร่วมวิชาชีพของฉันเอง และออร์ลันโด... คนนี้แหละที่ฉันบ่นว่าอยากเจอนักหนา พอบ่นถึงก็ได้มาเจอเลยทีเดียว

ชายหนุ่มเจ้าของนามออร์ลันโดยิ้มสนองคำดังกล่าว

นั่นซิครับ ผมว่าบังเอิญจริงๆ เราพึ่งจะคุยกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง

สีหน้าของหนุ่มใหญ่คงจะดูว่างเปล่าอยู่บ้างด้วยว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขากล่าวกันเลยแม้แต่น้อย คริสโตเฟอร์จึงหันมาอธิบายว่า

เราพูดกันถึงเรื่องที่ฉันบอกเธอเมื่อกี้นี้แหละวิกโก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้

ยิ้มของสมาชิกบาลาเราคาร์ทั้งสามดูเหมือนกับว่ารู้อะไรกันสักอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องของวงในซึ่งวิกโกมีสังหรณ์แปลกๆเกิดขึ้นในเวลาที่เห็นรอยยิ้มของทั้งสามคนนั้น

เมื่อวิกโกกลับไปยังห้องเช่าโทรมๆของเขาก็เป็นเวลาหลังเที่ยงคืนล่วงไปแล้ว หนุ่มใหญ่ปฏิเสธที่จะให้ใครหนึ่งในสามคนนั้นมาส่งและเขาก็นัดพบกับอดีตลูกศิษย์พรุ่งนี้เช้าที่สวนสาธารณะกลางเมือง เขาเปิดตู้ที่ดูเหมือนจะเป็นตู้เก็บของรกๆและค้นหาของบางอย่างจากเอกสารที่ถูกกองเอาไว้เป็นหมวดหมู่อยู่สักพักใหญ่ก่อนที่จะเลือกหยิบเอาเอกสารปึกหนึ่งออกมาจากตั้ง

สำหรับวิกโกแล้วนี่เป็นสิ่งที่เขาทุ่มเทค้นหา หนุ่มใหญ่กวาดตาดูตัวอักษรที่เรียงติดกันเป็นพืดทั้งๆที่ก็จำได้ขึ้นใจ มันเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวจากผู้บันทึกที่ใช้นามว่าเอลฟ์ไวน์3กล่าวถึงการที่เอลฟ์ไวน์เดินทางไปยังเกาะแห่งหนึ่งทางตะวันตกและได้สนทนากับผู้ที่อยู่บนเกาะนั้นถึงเหตุการณ์ความเป็นไปของโลก

(3) อ้างอิงจากบันทึกที่สาปสูญ; ประวัติศาสตร์มัชฌิมโลกเล่มที่สอง (Book of the Lost tale; The History of the Middle Earth volumn 2) ชื่อของเอลฟ์ไวน์ (Elfwine) ถูกอ้างอิงในฐานะของผู้จดบันทึกประวัติศาสตร์ของมัชฌิมโลกในยุคหลังและเป็นมนุษย์ที่เดินทางไปยังเกาะเอกาหรือโทลเอเรสเซอาได้สำเร็จและมีโอกาสได้สนทนากับเพนโกลอด (Pengolod) อาลักษณ์พรายผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในกอนโดลินและเพนโกลอดได้ถ่ายทอดเรื่องราวของกอนโดลินให้เอลฟ์ไวน์ได้จดบันทึกไว้ นอกจากนี้เอลฟ์ไวน์ได้บันทึกเหตุการณ์และคำทำนายต่างๆที่ได้รับฟังมาไว้เป็นบันทึกแยกอีกเล่มด้วย

จากเอกสารเรื่องของเอลฟ์ไวน์ไม่มีนักวิชาการคนใดกล้ายืนยันมาก่อนว่าเป็นเรื่องจริงแต่ถ้าเขาหาข้อพิสูจน์ได้ว่าเรื่องเล่าของเอลฟ์ไวน์นั้นเป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริงๆในอดีต เรื่องของคำทำนายที่เขาค้นพบใหม่จากเอกสารของเอลฟ์ไวน์ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้เช่นกันประกอบกับเหตุการณ์ที่พ้องกันอย่างน่ากลัวในปัจจุบันนี้

บาลาเราคาร์และเงามืดที่คืบคลานเข้ามาสู่โลก วันสิ้นสุดที่กำลังจะมาถึง

วิกโกเห็นอะไรบางอย่างที่ผ่านตาในเวลาที่เขาพยายามจะเปิดประตูเพื่อหาคำตอบ หลายครั้งหลายหนที่ดูเหมือนเขาจะคว้าจับอะไรบางอย่างไว้ได้และอีกหลายครั้งที่ดูเหมือนกับว่ามันหลุดมือเขาไปเสียแล้ว

อดีตศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่นิ่งไปชั่วขณะและในที่สุดความอยากรู้ก็มีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด

ความคล้ายคลึงกันในหลายบทหลายตอนของเรื่องที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเรื่องเล่าเพื่อความเพลิดเพลิน ในขณะที่วิกโกเห็นว่าเรื่องบางเรื่องมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นซ้ำรอยกับเรื่องดั้งเดิมและเขาเชื่อว่าหากมันเป็นเช่นนั้นจริงบางสิ่งบางอย่างที่เขาค้นพบในช่วงเวลาไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้จะเป็นสิ่งที่ป่าวร้องให้คนบนโลกรู้ว่า... วันสุดท้ายคืบคลานเข้ามาแล้ว

และเมื่อเขาทิ้งหลอดเปล่าๆนั้นลงบนพื้นและเอนตัวลงบนเตียงหลังจากที่กลืนยานอนหลับจำนวนมากกว่าปกติลงไปโดยไม่ดื่มน้ำตามเลยแม้แต่น้อย หนุ่มใหญ่ก็หลับตาลง เมฆหมอกคละคลุ้งเลือนลางเคลื่อนเข้ามารายล้อมและบีบรัดช้าๆกระทั่งคลื่นของความว่างเปล่าฉุดรั้งเขาเข้าไปในดินแดนต้องห้ามอีกครั้งหนึ่ง

แสงสว่างจากหน้าต่างเจิดจ้าอย่างทุกที

~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*

แสงตะวันแผดแรงถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงเวลาสายก็ตาม วิกโกพยายามลุกขึ้นจากเตียงที่เขานอนอยู่เพราะจำได้ว่าเขามีนัดกับคริสโตเฟอร์ด้วย กลิ่นคล้ายสนิมอวลอยู่ในจมูกและคราบสีแดงคล้ำเปื้อนอยู่บนหมอน อาการที่เห็นสิ่งรอบข้างเลือนลางไปยังคงหลงเหลือตกค้าง

เท้าของหนุ่มใหญ่แตะพื้นแต่ดวงตาของเขากลับพร่ามัว เขามองเห็นพื้นที่เหยียบสั่นไหวราวกับเป็นผืนน้ำที่ถูกกวนจนมีคลื่นวงเล็กๆแผ่ขยายออก เท้าสะดุดสิ่งของบางอย่างที่พื้นจึงก้มลงมองและเห็นว่ามันคือหลอดพลาสติกเปล่าๆ หนุ่มใหญ่ค่อยๆทรงตัวและโผเผไปที่ห้องน้ำ

กระจกที่เคยสะท้อนภาพของตัวเขาเองกลับกลายเป็นภาพอื่นไหววูบ ทิวทัศน์แปลกตาเคลื่อนเข้ามาใกล้ราวกับกำลังดูภาพยนตร์สามมิติแต่เพียงชั่ววินาทีหนึ่งมันก็กลับกลายเป็นเงาสะท้อนของตนเอง ผิวหน้าของกระจกเย็นเฉียบเมื่อเขาลากปลายนิ้วลงบนเงาสะท้อนด้วยความกังขา ปลายหางตายังเห็นกำแพงเมืองยาวเหยียด หอคอยสูง ทุ่งร้างว่างเปล่าและป่าหนาทึบมืดครึ้มในกระจกหน้าต่างราวกับว่ากระจกเหล่านั้นสะท้อนภาพจากดินแดนอื่น

อดีตศาสตราจารย์ล้างคราบเลือดที่เหลืออยู่บนใบหน้าและจัดการกับตนเองเพื่อที่จะให้พร้อมสำหรับการเดินทางไปพบกับคริสโตเฟอร์ ลี ตามที่ได้พูดกันไว้เมื่อคืนก่อน ตลอดเวลาหนุ่มใหญ่รู้สึกคล้ายกับตนเองหลงเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งนั้นท่องอยู่ระหว่างหน้าต่างแสงนับล้านที่ไม่แม้จะหยุดให้เขาได้มีโอกาสมองผ่านมันเข้าไป

บนท้องถนนจอแจยามสายรถราแล่นผ่านไปพร้อมเสียงของยวดยานพาหนะ วิกโกเลี้ยวผ่านร้านกาแฟส่งกลิ่นหอม ควันฉุยของกาแฟยามเช้าที่พนักงานเสิร์ฟยกผ่านเขาออกมาให้กับลูกค้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ริมบาทวิถีลอยกรุ่น เขาเห็นควันพวยพุ่งหนาตัวขึ้นเรื่อยๆและกลิ่นหอมของกาแฟแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นไหม้เอียนๆ แดดที่สาดส่องลงบนท่อนแขนทวีความร้อนขึ้นจนระอุเหมือนกับมีเปลวเพลิงลุกลามอยู่ใกล้ๆ วิกโกเห็นยอดโดมทรงกลมสูงและเห็นควันหนาทึบพุ่งขึ้นสูงสู่ท้องฟ้าราตรี เห็นต้นไม้สีขาวถูกโค่นและถูกทอนออกเป็นชิ้นๆก่อนจะโยนลงสู่กองเพลิงร้อนแดง4

(4) อ้างอิงจากการล่มสลายของนูเมนอร์ (Akalabeth); The Silmarillion เหตุการณ์ที่ต้นไม้ขาวถูกทำลายเกิดหลังจากอาร์-ฟาราซอนกษัตริย์องค์ที่24 แห่งเกาะนูเมนอร์นำตัวเซารอนในฐานะเชลยกลับไปที่เกาะนูเมนอร์เพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของแผ่นดินมัชฌิมโลก การเผาต้นไม้ขาวเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพรายและมนุษย์นูเมนอร์นอกจากนี้ยังเป็นการทำลายสัญลักษณ์ของกษัตริย์นูเมนอร์ด้วย

เสียงเรียกอย่างสุภาพทำให้วิกโกกระพริบตาก่อนที่จะพบว่าตนเองยืนอยู่กลางบาทวิถีโดยมีสายตาของลูกค้าเจ้าของแก้วกาแฟจ้องมองด้วยความหวาดระแวงและพนักงานเสิร์ฟก็ใช้สายตาไม่เป็นมิตรนักจ้องเขม็งอยู่ เจ้าของเสียงเรียกเมื่อครู่น่าจะเป็นพนักงานคนนี้

หนุ่มใหญ่พึมพำถ้อยคำขอโทษก่อนที่จะเดินจากมา ทุกสิ่งรอบตัวเคลื่อนที่เชื่องช้าราวกับอากาศบางใสกลายเป็นเจลเหนียวหนืดแทรกเข้าไปทุกอณูของร่างกายไม่เว้นแม้แต่สมองทำให้ความคิดของเขามึนงง และถึงวิกโกจะเชื่อว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นจริงและเขากำลังรู้สึกว่าเขาเข้าใกล้มันเข้ามาอีกนิดแล้วนั้น หนุ่มใหญ่ก็ต้องใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะสรุปมันออกมาได้

ที่สวนสาธารณะ มิรันดา ออตโตยืนรอเขาอยู่ข้างรถยนต์คันหนึ่งแต่วิกโกเห็นตัวถังและสีของรถสีเงินคันนั้นไหวกระเพื่อมราวกับมันสร้างขึ้นมาจากน้ำ เส้นกรอบร่างของหญิงสาวชัดเจนโดดเด่นออกมาจากทัศนียภาพฉากหลังซึ่งพร่าเลือนและวิกโกเห็นริมฝีปากสีแดงสดขยับเป็นคำทักทายไร้สุ้มเสียง

รถเคลื่อนออกจากที่ ถนนกลายเป็นสายธารแสงและผู้คนถูกแทนที่ด้วยบานหน้าต่างนับร้อยสลับไปมากับภาพของเมืองใหญ่ที่จอแจ วิกโกไม่ได้ยินด้วยซ้ำว่าสิ่งที่มิรันดาพูดมีความหมายอะไร

ตลอดทางไปสู่บ้านของคริสโตเฟอร์ ลี เขาเคลื่อนที่ผ่านถนนผ่านตึกรามบ้านช่องของโลกปัจจุบันไปพร้อมกับกองทัพนับพันของสิ่งที่มีรูปร่างหน้าตาไม่คลับคล้ายมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ป่ามืดครึ้มเขียวทึบไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเข้ามาแทนที่ถนนคดโค้ง สิ่งมีชีวิตคล้ายต้นไม้ คล้ายคนเคลื่อนที่ผ่านไปและกลายรูปเป็นรถยนต์เร่งเครื่องแซงไปข้างหน้า เหตุการณ์ประหลาดเหล่านี้ดำเนินต่อไปราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด จนเมื่อรถจอดลงที่หน้าบ้านหลังโตวิกโกก็ก้าวเท้าลงจากรถตามมิรันดามาด้วยสติที่เหลือเพียงน้อยนิด

ประตูหน้าเปิดออกเผยให้เห็นโถงทางเดินแคบๆ แสงจากโคมแก้วจำนวนมากสาดส่องจนสว่างไสวทั้งๆที่ไม่มีหน้าต่างบานใดเปิดออกเลยสักบาน กระจกเงาจำนวนมาก มากเกินความจำเป็นแขวนเรียงรายอยู่บนผนังสองข้างทางเดิน บางบานเป็นกระจกเปลือย บางบานมีกรอบโลหะดัดโค้งในขณะที่บางบานกลับเป็นกรอบไม้แกะสลักเก่าแก่งดงาม

จากความวิกลของโลกภายนอกมาสู่ความประหลาดอย่างใหม่ภายในบ้าน ราวกับเขาหลุดเข้ามาอยู่ในโลกอีกแห่งหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อยนิด ถึงตอนนี้ภาพที่เขาเห็นจะเป็นภาพจริงๆของโลกปัจจุบันก็ตามแต่ภาพซ้อนไหววูบที่เขาเห็นก็ยังกลับเข้ามาให้เห็นเป็นระยะๆและวิกโกไม่กล้าที่จะเหลือบตามองกระจกเงาเหล่านั้นเพราะเขาไม่แน่ใจว่าจะเห็นภาพอะไรสะท้อนกลับมาสู่สายตาในกระจกเงาเหมือนดังเช่นเมื่อเช้าที่ผ่านมา เพียงคิดว่าหากเป็นอีกครั้งที่เขามองผ่านมันเข้าไปแล้วยังเจอภาพประหลาดบิดเบี้ยวหรือภาพที่ไม่ใช่เงาของเขาสะท้อนกลับมาอีกสมองของเขาจะทนต่อไปได้หรือ

มิรันดาเดินนำเขาไปยังห้องๆหนึ่งซึ่งประตูเปิดแง้มรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อหนุ่มใหญ่ก้าวเข้าไปภายในห้องก็เห็นว่าห้องนั้นสว่างไสวยิ่งกว่าโถงทางเดินภายนอกด้วยแสงจากโคมไฟขาวโพลนทั้งๆที่มีม่านหนาสีทึบทึมแขวนห้อยอยู่บนผนังด้านหนึ่ง ชั้นหนังสือสูงจรดเพดานอัดแน่นไปด้วยหนังสือจำนวนมากอยู่ติดกับผนังสลับด้วยโต๊ะวางหนังสือตัวเล็ก

คริสโตเฟอร์ ลียืนอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง ม้วนกระดาษและหนังสือกองอยู่บนโต๊ะยาวเบื้องหน้า เก้าอี้ที่หัวโต๊ะนั้นเป็นเก้าอี้บุนวมท่าทางน่าสบายซึ่งในตอนนี้มีร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งครอบครองอยู่ท่าทางกำลังฟังสิ่งที่คริสโตเฟอร์ ลีพูดอยู่อย่างสนอกสนใจ

สายตาทั้งสองคู่หันมาจับที่วิกโก เจ้าของบ้านสูงอายุเป็นฝ่ายยิ้มและละจากโต๊ะนั้นเดินมารับเขาถึงที่และแตะแขนเขาให้เดินตามเข้ามาภายในห้องตรงไปยังโต๊ะกลาง

ทันเวลาพอดีเลย มาดูอะไรนี่ดีกว่าวิกโก

มิรันดาเดินตามมาแต่ก็หยุดห่างอยู่เพียงแต่แค่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะและก้มศรีษะทักทายชายหนุ่มผิวขาวผ่องคนเดิมในขณะที่ออร์ลันโดกลับทำแค่เพียงผงกศรีษะรับเพียงนิดเดียวเท่านั้น

อดีตศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่อดคิดอีกไม่ได้ว่าบาลาเราคาร์เป็นองค์กรแบบไหน หรืออีกนัยหนึ่งองค์กรนี้ทำอะไรทำไมคนที่สนใจเพียงงานวิชาการ คนที่ไม่เคยใส่ใจในเรื่องราวอื่นๆเช่นเดียวกับคริสโตเฟอร์ ลีจึงได้ยอมเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้

ออร์ลันโดเลื่อนเอากระดาษอะไรบางอย่างมาตรงหน้า คริสโตเฟอร์ชำเลืองมองเพียงแวบเดียวก่อนที่จะชี้ให้วิกโกดูแฟ้มเอกสารและภาพถ่ายชุดหนึ่ง วิกโกหยิบภาพถ่ายขึ้นมาก่อนเพราะภาพนั้นถ่ายมาจากหนังสือเก่ารุ่งริ่งเล่มหนึ่งซึ่งปกหน้านั้นจารึกด้วยภาษาโบราณ โบราณกว่าที่เขารู้จัก มีรูปเลอะเลือนของต้นไม้ที่รายล้อมด้วยดวงดาวปรากฏอยู่บนปก ใจของหนุ่มใหญ่เต้นแรงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้เมื่อเขาแกะความหมายของคำนั้นและตระหนักว่ามันเป็นเรื่องราวของอะไร

บันทึกของบาราเฮียร์5 อักษรบนหน้าปกและรูปของต้นไม้ขาวบอกได้อย่างหมดข้อกังขา คริสโตเฟอร์เลื่อนเอาแฟ้มไม่หนามากวางลงตรงหน้าของวิกโก

(5) อ้างอิงจากแนะนำมัชฌิมโลกฉบับสมบูรณ์ (Completed Guide of Middle Earth) และผองชนแห่งมัชฌิมโลก; ประวัติศาสตร์มัชฌิมโลกเล่มสิบสอง (People of Middle Earth;The History of Middle Earth volumn 12); บาราเฮียร์ (พรายศักราช 2290-2412) เป็นบุตรแห่งเอลเบอรอนผู้ซึ่งเป็นบุตรแห่งฟาราเมียร์สจ๊วตแห่งกอนดอร์และเจ้าชายแห่งอิธิลิเอน บาราเฮียร์ดำรงตำแหน่งสจ๊วตแห่งกอนดอร์และเจ้าชายแห่งอิธิลิเอนเช่นเดียวกับผู้เป็นปู่ในรัชสมัยของกษัตริย์เอลดาริออนและมีหลักฐานว่าเป็นผู้จดบันทึกเกร็ดตำนานอารากอร์นและอาร์เวนซึ่งตกทอดมาจนถึงยุคหลัง เชื่อกันว่าบาราเฮียร์น่าจะเป็นผู้รวบรวมและจดบันทึกเหตุการณ์อีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงปลายยุคที่สามและยุคที่สี่รวมไปถึงการล่มสลายของเอลดาริออน กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชสกุลเอเลนดิลด้วย

ฉันเชื่อว่าเธอคงจะรู้แล้วว่ามันคืออะไร มันเป็นสิ่งที่ฉันบอกว่าฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอ

ดวงตาสีเขียวเทาของวิกโกจับนิ่งอยู่ที่รูปถ่ายใบนั้นในขณะที่คริสโตเฟอร์พูดต่อไป

ฉันอยากให้เธอช่วยแปลเนื้อความจากในหนังสือนี่ ฉันเองไม่ได้รู้ดีมากพอและฉันก็ไม่เชื่อว่าถ้าฉันทำมันคนเดียวแล้วจะทำสำเร็จ

ภาษาโบราณ... ความถนัดพิเศษของเขาเพราะมันเป็นสิ่งที่ครอบครัวของเขาพยายามธำรงรักษาบางอย่างที่สืบทอดกันมาเอาไว้ ภาษาของมนุษย์ตะวันตกเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆที่หลงเหลือรอดมาจากโลกยุคโบราณซึ่งนับวันก็จะสูญหายไปในกระแสธารของกาลเวลา น้อยคนนักที่จะเข้าใจมันได้อย่างลึกซึ้ง สำหรับเขาเองก็ยังไม่แน่ใจถึงเพียงนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งบันทึกที่เขาเห็นดูจะเก่าแก่กว่าภาษาที่เขามีความรู้อยู่มาก วิกโกเงยหน้าขึ้นมองไปที่เพื่อนสูงวัยอีกครั้งก่อนที่จะจับความหมายได้ว่าศาสตราจารย์ผู้ใหญ่ท่านนี้กำลังขอให้เขาช่วยทำสิ่งใด

ตระกูลของเธอก็เป็นตระกูลเก่าแก่ใช่ไหม คริสโตเฟอร์เอื้อมมือออกมาแตะบนปกแฟ้มนั้นเบาๆ บางทีเลือดของนูเมนอร์ในตัวของเธอคงพอจะหลงเหลืออยู่บ้างละมังมันถึงทำให้เธอหลงใหลเรื่องราวพวกนี้นักหนา นี่เป็นโอกาสของเธอแล้ว

ใช่ เพราะโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขาสืบสายนับเนื่องไปได้เนิ่นนานจนกล่าวได้ว่าส่วนหนึ่งของเขานั้นมาจากกาลเวลาเก่าแก่ถึงแม้ว่าวันนี้มันจะหลงเหลือเพียงบางเบาก็ตามที ดวงตาสีเทาและผมสีดำของเขาเป็นสิ่งยืนยัน

จากหางตาเขาเห็นมิรันดาขยับตัวและทำท่าจะกล่าวอะไรบางอย่างแต่ออร์ลันโดตวัดสายตานิ่งๆเพียงแวบหนึ่งไปทางหญิงสาวผู้นั้นเสียก่อนทำให้ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจัดของชายหนุ่มใบหน้าสะสวยมีร่องรอยพึงใจฉายวาบแต่เมื่อวิกโกหันไปมองตรงๆแววตาคู่นั้นก็กลับสงบนิ่งเป็นปกติดังเดิม

คุณสนใจงานนี้หรือเปล่าครับ เสียงนุ่มๆเรียบๆของออร์ลันโดไม่แสดงอารมณ์ใด เรายินดีที่จะเป็นผู้สนับสนุนทุกอย่างตามแต่คุณจะเรียกร้อง

คุณต้องการอะไรจากการค้นพบนี้ ถึงวิกโกจะมึนงงสมองไม่ทำงานเท่าที่ควรแต่เขาก็รู้ว่าการหยิบยื่นงานนี้ให้มิใช่เพราะเป็นการทำงานเพื่อการกุศลเป็นแน่ ออร์ลันโดต้องการสิ่งใดสักอย่างเป็นการแลกเปลี่ยน

ผลงานทางวิชาการจะเป็นชื่อของคุณและของศาสตราจารย์ลี ผมเพียงต้องการสิทธิในการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้โดยผ่านทางบาลาเราคาร์ ไม่มากไปใช่ไหมครับ

แสดงว่าองค์กรประหลาดนั้นต่างหากที่กำลังดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งผ่านทางชายหนุ่มผิวผ่องใบหน้าสวย แต่บันทึกของบาราเฮียร์ก็ช่างดูเย้ายวนเสียเหลือเกินสำหรับคนอย่างเขา น่าสนใจเทียบเท่าบันทึกของเอลฟ์ไวน์หรืออาจจะมากกว่าเพราะหากจะสืบสาวสายตระกูลตามตำนานเก่าแก่แล้ว บาราเฮียร์มีชีวิตอยู่ในช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดช่วงหนึ่งก่อนที่เอลฟ์ไวน์จะมีตัวตนนับพันปี เรียกได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ยุคปัจจุบันก็คงไม่ผิดเพี้ยนไปได้ หากมีสิ่งใดที่บาราเฮียร์รับทราบและบันทึกไว้ก็น่าจะเป็นหลักฐานอันสำคัญต่อประวัติศาสตร์และความเชื่อของมนุษย์

มันอาจจะนำเขาไปสู่ความเป็นจริงบางประการ อาจช่วยยืนยันในสิ่งที่เขาค้นหาและอาจเติมเต็มในส่วนที่ขาดอยู่ของเขาจากบันทึกของเอลฟ์ไวน์

ฉับพลันนั้นเองที่วิกโกอดสงสัยไม่ได้ว่าบาลาเราคาร์ระแคะระคายเรื่องบันทึกของเอลฟ์ไวน์ที่เขาเก็บงำเป็นความลับอย่างดีตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วยหรือไม่ ทว่าความกระหายที่จะได้เป็นผู้รับรู้อีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งสำคัญยิ่งผลักความระแวงนั้นออกไป

หนุ่มใหญ่อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยตอบตกลงกับข้อเสนอนั้นอย่างปราศจากความลังเล

~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*

คริสโตเฟอร์ ลี เสนอให้เขาย้ายมาพักที่บ้านหลังใหญ่นี้เพื่อความสะดวกในการทำงาน วิกโกไม่ถึงกับตอบปฏิเสธแต่ก็ยังคงเดินทางเข้าออกบ้านหลังนี้เป็นครั้งคราวมากกว่าจะพำนักอยู่ที่นี่เลย จริงอยู่ว่าส่วนใหญ่ของการทำงานจะทำในตอนกลางวัน แต่ช่วงเย็นและเวลากลางคืนนั้นศาสตราจารย์สูงวัยกลับมีกิจกรรมที่ต้องการตัวของวิกโกมากมายหลายหลากนับตั้งแต่ดินเนอร์แบบเป็นทางการกับผู้คนที่เขาไม่รู้จักมักจี่เป็นการส่วนตัวแต่ได้รับการแนะนำว่าเป็นบุคคลสำคัญในองค์กรนี้ มีดินเนอร์แบบไม่เป็นทางการที่มีเพียงคนรู้จักสองสามคนร่วมโต๊ะอาหาร หรือบางครั้งอาจเป็นความบันเทิงลับเฉพาะในรูปแบบประหลาดๆซึ่งเขาไม่พิสมัยจะเข้าร่วมด้วยและยิ่งไม่มีความอยากรู้อยากเห็นที่จะเข้าร่วมอีกเช่นกัน

มีหลายครั้งที่ออร์ลันโดและมิรันดาเข้ามาร่วมกิจกรรมเหล่านั้น และทุกครั้งที่ออร์ลันโดเข้ามาวิกโกก็จะพบว่าตนเองถูกดึงดูดให้เข้าไปใกล้เสียทุกครั้งไป ใบหน้าผ่องและดวงตาสีน้ำตาลที่ดูเหมือนมีบางสิ่งซ่อนเร้นอยู่ภายในเร่งเร้าความสนใจของวิกโกอย่างประหลาด

สิ่งที่เขารู้สึกได้โดยไม่มีใครบอกคือ บาลาเราคาร์กำลังพยายามกลืนเขาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมันด้วยการเสนอสิ่งต่างๆให้เขาอย่างเต็มที่ แต่ใครจะบอกได้ว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน และสิ่งใดที่องค์กรนี้ต้องการเป็นการแลกเปลี่ยน ความรู้จากเอกสารที่เรียกได้ว่าเป็นเหมือนนิทานก่อนนอนเพียงอย่างเดียวอย่างนั้นหรือ ไม่น่าจะใช่....

ยิ่งไปกว่านั้น บันทึกของบาราเฮียร์ที่อยู่ในมือของเขาเป็นอีกเรื่องหนึ่งสร้างความแปลกใจให้เขาอย่างมากมาย แต่เขาก็เก็บงำความแปลกใจนี้ไว้กับตัวเพียงผู้เดียวเพราะมันเกี่ยวเนื่องไปถึงสิ่งที่เขาครอบครองอยู่อย่างลับๆ

วิกโกปิดแฟ้มเอกสารสำคัญลงด้วยความเหนื่อยอ่อน นอกไปจากการที่ตรากตรำและคร่ำเคร่งกับการพยายามแกะอักขระโบราณอันเลือนรางด้วยความยากเย็นมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกันแล้วสิ่งที่เขาใช้เป็นประจำในยามค่ำคืนด้วยความหวังที่จะทำให้ภาพแห่งอดีตกาลชัดเจนขึ้นยังคงกัดกินร่างกายของเขาอย่างไร้ความปรานี การคาดการณ์ที่อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเชื่อว่าเขากำลังเข้าใกล้หน้าต่างแสงเหล่านั้นแล้วเป็นเพียงความวาดหวังที่ดูเหมือนจะสิ้นหวังเสียมากกว่า มีเพียงร่างกายที่ทรุดโทรมลงเท่านั้นที่เป็นผลจากยานอนหลับจำนวนมหาศาล

เขารู้ตัวเองโดยไม่ต้องมีใครบอกว่าร่างกายมันอาจจะทนไม่ไหวในอีกไม่ช้า นั่นทำให้วิกโกเร่งการถอดความบันทึกของบาราเฮียร์ให้เร็วที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้ในเวลากลางวันควบคู่ไปกับการพยายามหาหลักฐานยืนยันสิ่งที่เขาเชื่อจากตำนานของเอลฟ์ไวน์ในยามกลางคืน

ลึกๆเขายังคงต้องการจะเป็นคนแรกที่ค้นพบเรื่องนี้ และการยกเครดิตให้บาลาเราคาร์ก็ไม่ค่อยจะสบอารมณ์ของวิกโกนัก ถึงบาลาเราคาร์จะครอบครองบันทึกของบาราเฮียร์แต่สำหรับเรื่องของเอลฟ์ไวน์นั้นวิกโกไม่คิดว่าเขาจะยกให้ใครเป็นบรรณาการได้

สิ่งที่เขาหามาทั้งชีวิต สิ่งที่เขาแทบจะยอมตายเพื่อที่จะได้รู้

แต่งานของเขาก็คืบหน้าไปช้ามาก บางส่วนดูเหมือนกับว่าเขาจะพอเดาออกได้อยู่แล้วทำให้คล้ายกับว่ามีความก้าวหน้าอยู่บ้าง อย่างเช่นเรื่องราวของสงครามครั้งใหญ่ระหว่างเชื้อสายของกษัตริย์แห่งราชวงศ์เก่าแก่กับศัตรูผู้มีอำนาจล้นเหลือที่แสนจะชั่วร้ายโดยมีแหวนแห่งอำนาจเป็นเดิมพันซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่เขาและคนส่วนมากรู้อยู่แล้วเพราะมันเป็นนิทานโบราณที่เล่ากันต่อๆมาจนถึงปัจจุบันและเขาเองก็พบเรื่องราวที่เหมือนกันในสิ่งล้ำค่าที่เขาเป็นเจ้าของและรอวันพิสูจน์ความจริงอยู่ในตอนนี้ หากแต่ว่าบันทึกของบาราเฮียร์ให้รายละเอียดบางอย่างที่ชัดเจนมากกว่าสิ่งที่เขามีอยู่ ซึ่งก็เป็นได้อีกว่าบาราเฮียร์บันทึกเรื่องราวของสงครามแหวนจากคำบอกเล่าของผู้ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆในขณะที่เอลฟ์ไวน์บันทึกเรื่องเหล่านี้จากหนังสืออีกทอดหนึ่งทำให้บางอย่างขาดตกบกพร่องไป

ส่วนลึกของหัวใจวิกโกรู้สึกยินดีอย่างมากที่เรื่องราวจากสองยุคสมัยที่ห่างกันเป็นพันๆปีจะตรงกันได้เกือบหมด นี่เป็นข้อพิสูจน์หนึ่งว่าเรื่องของเอลฟ์ไวน์ไม่ใช่เป็นเพียงนิทานเด็กอย่างที่ใครๆคิด แวบหนึ่งที่เขาคิดถึงฌอน บาร์เทนเดอร์ผู้เป็นเพื่อนในวันอันยากลำบากของชีวิต เขาวาดภาพเพื่อนทำหน้าตาเป๋อเหลอเมื่อเห็นหลักฐานว่าสิ่งที่เขางมงายเฝ้าค้นคว้าอยู่เป็นเรื่องจริงไม่อิงนิยายเช่นนี้

แต่สัญชาติญานบางอย่างบอกเขาลึกๆว่าเรื่องบังเอิญไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ มันมีอะไรบางอย่างที่ไม่ค่อยจะถูกต้องอยู่เช่นกัน เขายังนึกขึ้นได้อีกด้วยว่าไม่ได้พบฌอนมาสักพักใหญ่ๆตั้งแต่เขาเริ่มรับงานชิ้นนี้แล้ว

เสียงประตูเปิดเบาๆตามด้วยเสียงหับประตูปิด วิกโกไม่ได้หันกลับไปมองเพราะคิดว่าเป็นแม่บ้านที่เข้ามาดูแลเขาตามปกติ แต่เมื่อฝีเท้าเบากริบนั้นมาหยุดที่เบื้องหลังและเสียงนุ่มหูเอ่ยคำสวัสดียามบ่ายของชายหนุ่มดังขึ้นนั่นแหละวิกโกจึงหมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงทักทายนั่น

ออร์ลันโดยืนอยู่เบื้องหน้า ร่างสูงเพรียวซ่อนอยู่ในเสื้อเชิร์ตสีเข้มและกางเกงยีนส์ รอยยิ้มของชายหนุ่มนำแสงอาทิตย์เข้ามาในห้องมืดหม่นจนสว่างไสว

สวัสดียามบ่ายค่อนไปทางเย็นครับวิกโก ใจคอคุณจะไม่หยุดพักบ้างเลยหรือไงครับนี่

วิกโกเหลือบดูนาฬิกาที่ผนังแล้วก็อุทานออกมาว่า

โอ สี่โมงเย็นแล้ว! ผมไม่รู้เลย

ชายหนุ่มหน้าสวยหัวเราะเบาๆ

ผมคิดว่าถ้ารอจนคุณรู้ตัวก็อาจจะเป็นสักห้าทุ่มเลยเข้ามาหาดีกว่า เป็นไงครับคืบหน้าไปถึงไหนบ้าง

วิกโกยิ้มแล้วย้อนตอบไปว่า

ไม่เร็วเท่าที่พวกคุณหวังละมัง

พวกเราครับ ออร์ลันโดแก้ให้ ใช้คำว่า พวกคุณ ดูห่างเหินไปหน่อยมัง ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นคนอื่นสักหน่อย

หัวใจของวิกโกอดกระตุกไปวูบหนึ่งไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าจะย้อนตอบถ้อยคำเหล่านั้นอย่างไรและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าถ้อยคำดังกล่าวแฝงนัยยะส่วนตัวมากกว่าจะเป็นเรื่องเดียวกับที่เขาตั้งใจ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อนแล้วร่างสูงเพรียวของมิรันดาตามด้วยชายชราเจ้าของบ้านก็ตามเข้ามาในห้อง

ฉันเห็นหายกันมานานเลยแวะมาดู คริสโตเฟอร์เอ่ยปากเป็นเชิงออกตัว คุยอะไรค้างกันอยู่หรือเปล่า

เปล่าครับ ไม่ได้มีอะไรสำคัญมากหรอก ออร์ลันโดเป็นผู้ตอบแทน ผมมากวนเขาทำงานมากกว่า

งั้นฉันก็คงจะกวนมากเลยค่ะ มิรันดายิ้มตอบเสียงใส เวลาฉันมาทีก็เสียงานเสียการไปกันหมด

ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก วิกโกขัดเบาๆ จริงๆผมมีเรื่องอยากหารืออยู่เหมือนกัน

ดวงตาอีกสามคู่เหลือบมองกันและกันแวบหนึ่งก่อนที่คริสโตเฟอร์จะเป็นคนถามขึ้นว่า

มีอะไรงั้นหรือวิกโก

เอ้อ...ผมคิดว่า... ผมพบอะไรนิดหน่อยที่มันดูไม่ค่อยปกติเท่าไร หนุ่มใหญ่ลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะเสริมอย่างรวดเร็วว่า จริงๆผมอาจจะคิดมากไปหน่อยก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่ามันมีความประหลาดอยู่เหมือนกันในบันทึกที่คุณถ่ายรูปมานี่ คุณเคยรู้ไหมว่าบาราเฮียร์มีแนวโน้มที่จะไปอยู่ด้านตรงข้ามมากกว่า

To be continue


edit @ 2007/05/29 18:47:30